พูดกันไปมา ซูเจ๋อก็เขียนจดหมายตอบกลับเสร็จและประทับตราด้วยขี้ผึ้งก่อนที่พ่อบ้านจะส่งไปให้ผู้ส่งสารผู้ส่งสารจากไปอีกครั้งในชั่วข้ามคืนซูเจ๋อยืนอยู่ใต้ชายคา แหงนมองท้องฟ้ายามคํ่าคืน แล้วพาเฉินเสียนไปแล้วกล่าวว่า “คืนนี้มีแสงจันทร์ ข้าจะพาท่านไปดูรอบๆ”เฉินเสียนเดินตามเขาอย่างไม่ใส่ใจและถามว่า “ท่านถึงให้เหลียนชิงโจวไปที่เย่เหลียง?”“หืม?”“ข้าเห็นมันโดยบังเอิญ” เฉินเสียนกล่าว “เขาไปที่ชายแดนระหว่างต้าฉู่และเย่เหลียง แต่ข้าได้ยินมาว่าเย่เหลียงพ่ายแพ้ และขัดแย้งกับต้าฉู่ พรมแดนเป็นสถานที่ที่ขัดแย้งกันบ่อยๆ เขาไปที่นั่นจะไม่มีอันตรายอะไรหรือ?”ซูเจ๋อหรี่ตาและเอ่ยว่า “เขาจะกลับมาเร็วๆ นี้ เมื่อเขามาถึงเมืองหลวงอาจจะทันปีใหม่ก็ได้”โลกมันกลมจริงๆคราวนี้เหลียนชิงโจวเขียนว่าหลิ่วเฉียนเฮ้อได้ลี้ภัยไปเย่เหลียงหลังจากผ่านที่นั่นไปจะมีป่าไผ่ ไม่คิดว่าจะมีถํ้าหลังป่าไผ่เฉินเสียนไม่เคยมาที่นี่มาก่อน และมีสระนํ้ากว้างอยู่ด้านหลัง1102
ผืนนํ้านิ่งสงบและแสงจันทร์ที่เลือนรางสะท้อนอยู่บนผืนนํ้า สวยงามมากทางเดินไม้ทอดยาวจากป่าไผ่ไปจนถึงกลางสระนํ้าซูเจ๋อนั่งลงบนพื้น งอขาเรียวยาวแล้วดึงมือของเฉินเสียน กล่าวว่า “นั่งลงเป็นเพื่อนข้า”เฉินเสียนคิดว่า มันเป็นแสงจันทร์ที่แปลก ดังนั้นเธอจึงลืมวิธีปฏิเสธไปเธอนั่งลงข้างซูเจ๋อ ริมนํ้าไม่มีราวจับใดๆ เลย เธอยกขาของเธอลอยขึ้นไปในอากาศ โยกไปมาเบาๆอย่างไม่มีทิศทางมุมเสื้อกระ