ะลึมสะลือตามซูเจ๋อไปขึ้นรถม้าในเวลานี้ท้องฟ้ายังสลัวๆ เฉินเสียนกำลังครุ่นคิดว่าหากกลับไปถึงแล้วเธอจะไปนอนต่อเมื่อใกล้จะถึงเมืองซูเจ๋อก็พูดขึ้นมาว่า “เมื่อคืนเพลียมาก กลับไปต้องพักผ่อนให้เต็มที่”เขาไม่พูดก็ไม่มีใครว่าอะไร คำพูดนี้มัน… ฟังดูคลุมเครืออย่างไรก็ไม่รู้เฉินเสียนเบ้ปาก “ท่านพูดให้ดีหน่อยได้ไหม เมื่อคืนนี้มีอะไรให้เพลียมิทราบ”ที่หว่างคิ้วของซูเจ๋อแฝงไปด้วยรอยยิ้มจางๆ “เมื่อคืนพลิกไปพลิกมาตั้งครึ่งค่อนคืนกว่าจะหลับ ท่านไม่เพลียบ้างหรือ”เฉินเสียนเอามือกุมขมับและตัดสินใจหยุดต่อล้อต่อเถียงกับเขา915
ซูเจ๋อหยิบหุ่นกระบอกออกมาและลูบไล้เบาๆ พลางกล่าวว่า “โชคดีที่ไม่เปล่าประโยชน์ไปเสียทั้งหมด”เฉินเสียนจ้องมองและพูดว่า “ท่านนำมันกลับมาด้วยทำไม”เธอเอื้อมมือไปคว้าหวังจะชิงมันมา แต่ซูเจ๋อชูมือขึ้นทำให้เธอคว้าพลาดเวลานี้รถม้าเข้าประตูเมืองมาแล้ว เฉินเสียนจึงจำต้องนั่งลงอย่างอดทนอดกลั้นซูเจ๋อพาเธอไปส่งที่ทางเข้าตรอกซึ่งตรงเข้าไปยังจวนแม่ทัพ ก่อนจะลงจากรถม้า อยู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “เมื่อวานตอนที่ท่านไปที่ตรอกไป่จยา นอกจากที่อยู่ของหมอผู้นั้น ท่านยังรู้อะไรอีก”เฉินเสียนเลิกคิ้ว “ซูเจ๋อ ท่านช่างอดกลั้นจริงๆ ท่านอุตส่าห์ข่มความสงสัยเรื่องเมื่อวานเอาไว้และเพิ่งจะมาถามวันนี้เนี่ยหรือ ท่านไม่อกแตกตายได้อย่างไรกันนะ”เธอนั่งลงอีกครั้งและพูดว่า “ท่านถามขึ้นมาก็ดี ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตรวจ