้าลงสถานที่ที่เรียกว่า “หอชมดาว”หอชมดาวเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในเมือง หลังคามุงด้วยกระเบื้องแปดเหลี่ยมเมื่อยืนอยู่บนยอดหอคอยสามารถมองเห็นเมืองคึกคักได้ทั่วทั้งเมือง และเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เอื้อมมือออกไปจะเก็บดวงดาวกอบพระจันทร์ได้827
ซูเจ๋อพาเฉินเสียนขึ้นไปนั่งตรงมุมชายคาเฉินเสียนยื่นมือออกไปบนท้องฟ้ายามราตรี ท้องฟ้าสุกสกาว ดวงจันทร์ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ช่างเบิกบานใจไร้สิ่งอื่นใดบดบังในที่สุดเฉินเสียนก็มีโอกาสได้ถามเขา “เหตุใดจึงไม่ยอมให้ฉินหรูเหลียงเห็นหน้าท่าน ท่านกลัวเขางั้นรึ? ”“ใช่ ข้ากลัว”เฉินเสียนเหลือบมองเขา “ท่านอย่ามาเสแสร้งหน่อยเลย”“ข้าขี้ขลาดจริงๆ”“ท่านขี้ขลาดยังกล้าปีนขึ้นมาบนที่สูงได้เช่นนี้!” เฉินเสียนเย้ยหยัน “ท่านกลัวว่าเขาจะรู้ว่าท่านมีวิชาต่อสู้ หรือกลัวว่าเขาจะรู้ว่าท่านอยู่กับข้า? ”ซูเจ๋อไตร่ตรองอยู่สักพัก ถือโอกาสถอดหน้ากากออก โฉมหน้าอันงามสง่าเผยออกมาภายใต้แสงจันทร์ ด้วยแสงมันวาว แต่ยิ่งทำให้ดวงตาคู่นั้นดูลึกลํ้ามากขึ้นเขามองออกไปยังหุบเขาในยามราตรี จากนั้นกล่าวขึ้นมาว่า “รู้ว่าข้ามีวิชาต่อสู้ชีวิตข้าก็อยู่ได้อีกไม่นาน รู้ว่าข้ากับท่านอยู่ด้วยกันชีวิตข้าก็อยู่ได้อีกไม่นานท่านคิดว่าข้าควรกลัวสิ่งใด?”“ร้ายแรงเช่นนั้นเลยรึ? แม้ฉินหรูเหลียงรู้ ตอนนี้เขาเป็นคนพิการคนหนึ่ง ไม่สามารถต่อสู้ชนะท่านได้”ทันทีที่กล่าวออกไปเช่นนั้น เฉินเสียนก็ชะงัก “ไม่ ท่านไม่ได้กลัวเข