แม่นมซุยฟังออกว่าเป็นเสียงฝีเท้าของซูเจ๋อ จึงพูดกับเฉินเสียนว่า : “ใต้เท้ากลับมาเพคะ”เพราะแม่นมซุยกำลังให้นมเด็กน้อยอยู่ จึงไม่สะดวกลุกขึ้นไปเปิดประตู เฉินเสียนจึงต้องลงจากเตียงเฉินเสียนเดินไปเปิดประตูด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อเปิดประตูแล้วจึงพูดขึ้นทันทีว่า : “ท่านชักจะใจกล้าไปใหญ่แล้วนะ ปีนลานปีนกำแพงก็ช่างแล้วเถอะ นี่ยังจะกล้ามาเคาะประตูอย่างผ่าเผยไม่เกรงกลัวใคร! ท่านก็กลับไปแล้วแท้ๆ แล้วยังจะกลับมาอีกทำไมกัน?”เมื่อพูดจบ เฉินเสียนก็เงียบไปซูเจ๋อยื่นมือออกมา มอบขลุ่ยไม้ไผ่ให้กับเฉินเสียน มันเป็นขลุ่ยไม้ไผ่อย่างดีผิวสัมผัสละเอียดอ่อนและประณีตมากแววตาของเขาเป็นประกาย มองหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แล้วจึงพูดขึ้นว่า :“เกือบลืมมอบสิ่งนี้ให้ท่าน”เฉินเสียนยื่นมือรับมันมา ที่ขลุ่ยมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กฤษณาของซูเจ๋อติดมาด้วย เมื่อสัมผัสบนบริเวณผิวของขลุ่ยไม้ไผ่ ก็รู้ได้ทันทีว่าที่จริงเขาจับมันไว้นานมากแล้วต่างหาก บนขลุ่ยถูกแกะสลักด้วยลวดลายดอกไม้ที่งดงามสะดุดตา“ให้ข้าหรือ?”775
ครึ่งหนึ่งของร่างกายซูเจ๋อถูกไฟส่องสว่าง อีกครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้ความมืดนั่นทั้งสว่างและมืดมน เขาก้มหน้ามองเธอพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ไว้เจอกันคราวหน้าท่านค่อยบอกข้าว่าชอบมันหรือไม่”ไม่รอให้เฉินเสียนได้ไล่เขากลับ เพียงแค่หมุนตัวเขาก็หายเข้าไปในความมืดแล้วซูเจ๋อรู้ดี หากเขายังอยู่ที่หน้าประตูของเธอนานกว่านี้อีกหน่อย จะเป็น