ฉินหรูเหลียงไม่มีสิทธิ์ควบคุมอิสระของนาง และไม่มีเหตุผลที่จะลดทอนอาหารเครื่องนุ่งห่มของนางด้วยเช่นกัน นางอยากจะรับอาหารที่ไหนก็รับที่ไหนนั่นแหละ!เมื่อกลับถึงเรือน ฉินหรูเหลียงโกรธมากหลิ่วเหมยอู่คอยปลอบใจอยู่ข้างๆ: “ท่านแม่ทัพอย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ คํ่านี้องค์หญิงทำเกิน……”นางทำเกินไปงั้นรึ? แล้วเหตุใดเขาถึงพูดไม่ออกว่านางผิดอะไรกันล่ะ? เพราะเหตุนี้เขาถึงได้โกรธยิ่งนัก!หลังจากที่จางซื่อถูกโบยไปสามสิบที ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่วิญญาณแล้วเฉินเสียนรับอาหารมื้อคํ่าจนหมดอย่างช้าๆ จากนั้นก็เดินออกจากห้องอาหารไป เธอยืนอยู่ข้างกายจางซื่อที่ครวญครางจนหมดเรี่ยวแรงสักพักหนึ่งและมองคราบเลือดบนแผ่นหลังของจางซื่ออย่างใจเย็น เมื่อคนในโถงบุปผานี้เห็นสภาพที่น่าสังเวชนี้ต่างก็มิกล้าแสดงตัว ความดุดันและเด็ดขาดขององค์หญิงช่างน่ากลัวเสียจริงทุกคนต่างเฝ้ารอคำสั่งการจากเฉินเสียน คิดว่าเมื่อนางได้เห็นสภาพที่น่าสังเวชเช่นนั้นของจางซื่อแล้ว คงจะใจอ่อนและเมตตากันบ้างแต่เฉินเสียนกลับกล่าวอย่างนิ่งๆว่า: “ลากออกไปทิ้งซะ”77
ต่อมาเฉินเสียนก็ได้เลือกบ่าวรับใช้ของเธอใหม่ บ่าวผู้นั้นแซ่จ้าว เดิมทีเป็นผู้ดูแลเก็บกวาดที่เรือนกลางโดยเฉพาะเมื่อเฉินเสียนกลับมา เป็นเพราะนางสงสารเฉินเสียน จึงได้แอบเพิ่มผ้าห่มไว้ให้เธอด้วยแม่บ้านจ้าวเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ คำพูดของนาง ถือว่ามีอิทธิพลอยู่บ้างที่ยอมเป็นสาวใช้ของเฉินเสียนนั้น เพราะเห็