วันนั้นตอนบ่ายที่ฝังศพซูหว่าน ทั่วป๋าอวิ๋นจีก็ได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และฮองเฮาเพื่อกล่าวคำอำลา แล้วพากำลังคนที่ทั่วป๋าไหวอันทิ้งไว้เดินทางออกจากเมืองหลวงกลับไปยังแคว้นโม่เป่ย
นางอยากกลับบ้านเกิดใจจะขาด นางเป็นแค่หญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่มีค่าให้พูดถึงแม้แต่น้อย แม้ฮ่องเต้จะไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้รั้งนางไว้นาน ปล่อยตัวให้กลับไปได้ทันที
หลังเที่ยงวันฉู่อี้อันและฉู่อี้หมินกำลังช่วยกันเลือกรายชื่อคนที่จะมาแทนที่ผู้บัญชาการทหารแห่งเมืองฉู่อยู่ ฮ่องเต้เรียกให้ขุนนางเข้าเฝ้าเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นพวกเขาก็ปรึกษาพูดคุยรายละเอียดเบื้องลึกกันที่ห้องทรงอักษรกันตามลำพัง
ในเรื่องนี้ทั้งฉู่อี้อันและฉู่อี้หมินเองก็หาได้ยอมให้อีกฝ่ายไม่ รายชื่อที่เสนอขึ้นไปต่างก็เป็นคนของฝั่งตนทั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตน ปรึกษากันเกือบจะสองชั่วยาม[1]ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที
ตกเย็น ฮ่องเต้เหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เขาโบกมือขึ้นแล้วพูดว่า “พอเถอะ เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยต่อพรุ่งนี้เช้าตอนที่หารือข้อราชการกันอีกครั้ง วันนี้ดึกแล้ว พวกเจ้า…”
พูดยังไม่ทันจบ ด้านนอกก็มีเสียงกราบทูลดังฟังชัดลอยเข้ามา “มีสาสน์…สาสน์ลับจากแคว้นโม่เป่ย เชิญฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองพะยะค่ะ!”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วขึ้น แล้วบ่นพึมพำ
สายสืบด้านนอกไม่ได้ยินเสียงขานรับจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
ฉุ่อี้อันเห็นดังนั้น จึงพูดกับฮ่องเต้ว่