า “เสด็จพ่อ มีสาสน์ลับจากแคว้นโม่เป่ย ให้นำถวายหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม!” ฮ่องเต้เพิ่งได้สติ เขาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “นำเข้ามาเถิด!”
“เย่าสุ่ย นำสาสน์เข้ามา!” หลี่รุ่ยเสียงตะโกนออกไปสั่งการด้านนอก ไม่นานนักเย่าสุ่ยก็ใช้สองมือประคองถือนำจดหมายที่ปิดผนึกไว้ด้วยขี้ผึ้งวิ่งเข้ามาด้านใน ยื่นถวายให้แก่ฮ่องเต้บนโต๊ะทรงอักษร
ฮ่องเต้สั่งให้เขาออกไป แล้วเปิดจดหมายผนึกขี้ผึ้งออกแล้วอ่านเนื้อความด้านใน เมื่ออ่านจบหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนสี กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกสั่น สายตาจดจ้องไปยังจดหมายฉบับนั้นอย่างไม่ลดละ จ้องเขม็งจนราวกับจดหมายฉบับนั้นไหม้ทะลุเป็นรู
สีหน้าอารมณ์ของเขาเย็นชาไม่พอใจ ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นคลอน
“ฝ่าบาท?” หลี่รุ่ยเสียงกลั้นหายใจ เอ่ยเสียงถามว่า “ฝ่าบาทเป็นอะไรไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ขยำจดหมายลับฉบับนั้นในมือ รูม่านตาที่มืดมิดนั้นหดลงเป็นเส้นเดียว ข้างในนั้นมีประกายไฟค่อยๆ ลุกไหม้ ไม่นานนักเปลวเพลิงก็ลุกลามโหมกระหน่ำไปทั่วทิศ!
“ได้ ได้!” เขากัดฟันกรอด น้ำเสียงของเขาเบากว่าเมื่อกี้ลิบลับ แต่ครั้งนี้กลับแฝงไปด้วยอารมณ์โกรธโมโหอยู่ภายใน
ส่วนฉู่อี้อันและคนที่เหลืออยู่ต่างก็ยืนนิ่งตกตะลึงสีหน้าและอารมณ์ที่ยากจะเดาของเขา ในเวลานั้นไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดคำใดขึ้น เพียงแต่มองไปที่เขาอย่างระมัดระวัง
“เจ้าทั่วป๋าไหวอันนี่มัน!” ฮ่องเต้อดทนมานาน ในที่สุดก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างทนไม่ไหว เขา