องหนังสือ เพื่อถวายตัวให้ซื่อจื่อโดยพลการ จนสุดท้ายทำให้ซื่อจื่อโมโหจนผลักนางออกมา ส่วนองครักษ์ผู้นั้นก็โดนหลี่หลินสังหารไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเจ้าค่ะ!”
ฉู่หลิงอวิ้นขมวดคิ้ว มือที่ยกถ้วยชาขึ้นดื่มสั่นเล็กน้อย ทอดสายตามองด้วยแววตามีพิรุธแล้วพูดว่า “เพราะเรื่องแค่นี้รึ?”
“เรื่องเป็นเยี่ยงนั้นเจ้าค่ะ!” จื่อซวี่กล่าว “ซิ่งเอ๋อร์ข้ารับใช้ของแม่นางชุ่ยเดินผ่านเรือนของซื่อจื่อเห็นเหตุการณ์นั้นเองกับตาเลยเจ้าค่ะ นางตกใจจนล้มป่วย ยังบอกอีกว่าซื่อจื่อโมโหเพราะเรื่องนั้นมากเจ้าค่ะ”
ฉู่ฉีเหยียนผ่านพ้นปีใหม่ก็จะอายุสิบแปดแล้ว ถึงแม้จะกล่าวว่าผู้ชายชนชั้นสูงของแคว้นซีเยว่นั้นมักจะรอให้ถึงอายุยี่สิบก่อนแล้วค่อยแต่งงาน แต่คนแบบฉู่ฉีเหยียนนั้นยากที่จะพบเจอได้นัก แม้เขาจะไม่คิดจะไปหอนางโลมด้วยตัวเอง แต่นี่ยกมาถวายถึงที่ก็ยังถูกผลักไสไล่ส่งออกมาเช่นนี้?
“เขาผิดปกติตรงไหนหรือเปล่า? แปลกจริงๆ!” ฉู่หลิงอวิ้นกล่าว
ฉู่ฉีเหยียนถึงขั้นโมโหเพียงเพราะหญิงสาวที่ถวายตนเป็นคู่นอนแค่นั้นน่ะหรือ? ไม่ว่าฉู่หลิงอวิ้นจะคิดอย่างไรก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่จื่อซวี่เองพูดอธิบายชัดเจนทุกรายละเอียด นางจึงไม่สงสัยอะไรเพิ่มเติมอีก
เรื่องของฉู่ฉีเหยียนนั้น ข้ารับใช้สองคนไม่กล้ากล่าวซี้ซั้ว เมื่อนางได้ยินคำพูดนั้นต่างก็ก้มหน้าลงต่ำไม่พูดไม่จา
ฉู่หลิงอวิ้นดื่มชาสองคำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คิดถึงเรื่องวุ่นวายมากมายรอบตัว แต่ไม่นานก็สลัดคว