ันด้วยชีวิต อีกอย่างนางเองก็เป็นถึงน้องสาวร่วมสายเลือดเพียงคนเดียวของเขา ฉู่สวินหยางมีนางเป็นสายลับอยู่ข้างกายทั่วป๋าไหวอัน อนาคตเรื่องจะเป็นอย่างไรก็ยากที่จะคาดการณ์ได้
ฉู่ฉีเหยียนเคาะนิ้วลงบนที่วางแขน ยังคงหลับตาสนิท ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ พูดเอื่อยเฉื่อยขึ้นว่า “ท่านพี่หมายความว่า…”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นกาลกิณี!” ฉู่หลิงอวิ้นรีบเอ่ยปากตอบ น้ำเสียงเฉียบคม “เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เราต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้นางกลับแคว้นโม่เป่ยไปเด็ดขาด!”
ฉู่ฉีเหยียนไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับ ริมฝีปากยกขึ้นราวกับยิ้ม แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิ้ม
“อย่ารีรอมากท่า เรื่องนี้ต้องตัดสินใจเสียแต่เนิ่นๆ!” ฉู่หลิงอวิ้นเห็นเขาไม่พูดไม่จา น้ำเสียงของนางจึงยิ่งร้อนรนขึ้น
ฉู่ฉีเหยียนเลยเงยหน้าขึ้นมองนาง แล้วพูดว่า “รู้แล้ว เรื่องนี้ข้าจัดการเอง ท่านพี่เลิกเป็นห่วงได้แล้ว”
เรื่องใหญ่แบบนี้ ฉู่หลิงอวิ้นรู้ว่าเขาต้องให้ความใส่ใจมากอยู่แล้ว แต่เมื่อคิดทบทวนแล้วก็ยังไม่วางใจ จึงพูดขึ้นว่า “ในเมื่อวังบูรพาใช้ทั่วป๋าอวิ๋นจีเป็นหมากตัวสำคัญ ดูท่าก็คงเตรียมการป้องกันไว้แล้ว ไว้ถึงเวลานั้นเจ้าให้หลี่หลินพาคน…”
“ไม่จำเป็นหรอก!” แววตาของฉู่ฉีเหยียนลุ่มลึก จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นพูดแทรกนาง
เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรง ทอดมองไปยังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างด้วยแววตาดุดัน เอ่ยปากพูดขึ้นอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำว่า “เรื่อ