”
ฉู่ฉีเหยียนโดนนางห้ามไว้ แต่เขาก็ไม่คิดจะสลัดมือนางออก
แขนเสื้อสะบัดไปโดนแท่นหมึกพอดี ทำให้เลอะน้ำหมึกมาเล็กน้อย
เขาเงยหน้ามองฉู่หลิงอวิ้น จากนั้นยิ้มขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉยเหมือนอย่างปกติ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สะบัดแขนเสื้อ แล้วพูดขึ้นว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่อักษรตัวเดียวยังเขียนให้ดีไม่ได้ ก็เลยรู้สึกหงุดหงิดน่ะ แล้วท่านพี่มาถึงเมื่อไร?”
“มาได้สักพักหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้คุยกับท่านแม่อยู่น่ะ!” ฉู่หลิงอวิ้นตอบ จ้องไปที่เขาด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์ เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง แล้วถามเขาว่า “ได้ยินพ่อบ้านบอกว่าเจ้าไม่สบาย?”
แต่สภาพฉู่ฉีเหยียนตอนนี้ไม่เหมือนเลยสักนิด
“ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เมื่อคืนข้านอนดึก วันนี้เลยรู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็เลยเลื่อนนัดออกไปน่ะ” ฉู่ฉีเหยียนตอบอย่างไม่สนใจ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแขนเสื้อที่เลอะน้ำหมึกอยู่
ฉู่หลิงอวิ้นมองเขาอย่างสงสัย พูดโพล่งออกไปตรงๆ ว่า “เจ้าคงได้ยินเรื่องของซูหว่านแล้วใช่ไหม?”
“อืม!” ฉู่ฉีเหยียนพยักหน้าอย่างนิ่งเฉย ไม่เผยอารมณ์ใดให้เห็น
ฉู่หลิงอวิ้นสังเกตพฤติกรรมของเขาตลอดเวลา เห็นเขาเป็นแบบนี้ มากน้อยอย่างไรก็รู้สึกโมโหอยู่ดี แล้วจู่ๆ ก็ถามเขาด้วยสีหน้าเย็นชาขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่า ตอนที่ซูหว่านเกิดเรื่องตอนนั้น มีคนเห็นเจ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? เรื่องซูหว่านนั่น คงไม่ใช่…”
“ท่านพี่คิดไปไกลถึงไหน?” ในที่สุด