มองหลี่หลิน “เขาเป็นอะไร?”
“ไม่ได้เป็นอะไรขอรับ!” หลี่หลินตอบพลางก้มหน้าลง เขาหลบสายตาอย่างเห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ยินยอมที่จะพูดถึงเรื่องนี้
ฉู่หลิงอวิ้นไม่ทนถามต่อ นางเปิดประตูห้องหนังสือของฉู่ฉีเหยียนเข้าไปทันที
ภายในห้องหนังสืออบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหมึก หลังโต๊ะด้านในสุดของห้องหนังสือนั้น เห็นฉู่ฉีเหยียนกำลังคัดหนังสืออยู่อย่างเคร่งครัดตามที่คาดไว้ ส่วนบนพื้นก็มีแต่ก้อนกระดาษที่ถูกขยำไว้เต็มไปหมด
เมื่อเท้าของฉู่หลิงอวิ้นก้าวข้ามประตูมาข้างหนึ่ง พลันเห็นเขาขมวดคิ้วแน่นเป็นปม แววตาของนางขยับเล็กน้อย แล้วก้าวเดินเข้ามาต่อ พลางเอื้อมมือไปด้านหลังปิดประตูลง
เดิมทีฉู่ฉีเหยียนกำลังทำสมาธิจรดพู่กันลงไป เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดรบกวน จู่ๆ มือก็ไม่นิ่งทันที
ถึงแม้ตัวอักษรนั้นจะมองไม่เห็นเลยว่ามีตำหนิ แต่เขากลับรู้สึกไม่พึงพอใจ หงุดหงิดจนขยำเป็นก้อนแล้วโยนทิ้ง หยิบกระดาษแผ่นใหม่มาจรดพู่กันลงอีกครั้ง
ก้อนกระดาษลอยไปตกลงบนปลายรองเท้าของฉู่หลิงอวิ้นพอดี
น้องชายของนางคนนี้ นิสัยหนักแน่นเคร่งขรึมมาแต่ไหนแต่ไร เป็นคนที่มีสมาธิใจเย็นที่สุดภายใต้สถานการณ์วุ่นวาย แต่ฉู่ฉีเหยียนผู้ที่หงุดหงิดอารมณ์เสียแบบนี้ ฉู่หลิงอวิ้นก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเหมือนกัน
นางขมวดคิ้วเดินเข้าไปหา แล้วจับข้อมือของเขาไว้ รั้งไม่ให้เขาเขียนต่อ แล้วถามขึ้นอย่างไม่พอใจว่า “นี่เจ้าเป็นอะไรไป? ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้อารมณ์เสียเยี่ยงนี้?