หลัวฮองเฮาหมดสติอย่างฉับพลันนี้ นอกจากรุ่ยชินอ๋องแล้ว เหล่าหนุ่มสาวคนอื่นๆ ล้วนแต่แสดงความเป็นห่วงอยู่ด้านหน้าเตียงบรรทม
“เสด็จพี่ อย่าเพิ่งคิดอันใดมากนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมองดูพี่สะใภ้แล้วใบหน้ายังนับว่ามีเลือดฝาดอยู่ น่าจะเป็นเพราะกังวลเกินไปจึงเป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” รุ่ยชินอ๋องเอ่ยปลอบ
ฮ่องเต้นั้นที่ถูกเรื่องราวถาโถมเข้ามานั้น เวลานี้จึงมีอาการเวียนหัวอยู่บ้าง เมื่อได้ฟังเช่นนี้ก็ยกมือโบกอย่างอ่อนเพลีย บอกเป็นนัยแก่เขาว่าไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด
เมื่อประคองหลัวฮองเฮามานอนที่เตียงดีแล้ว พวกฉู่สวินหยางและฉู่หลิงอวิ้นก็ออกมาจากห้องด้านหลังนั้น เหลือเพียงแม่นมเหลียงและหลัวอวี่ก่วนดูแลนางอยู่ด้านใน
ในตำหนักขณะนี้จึงเกิดแต่ความเงียบงัน ทุกคนต่างก็หลับตาครุ่นคิดเงียบๆ อยู่ในใจของตนเอง
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิดอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนด้านนอกจึงค่อยเกิดเสียงก้าวเท้าดังขึ้น เป็นเย่าสุ่ยที่พาหมอหลวงเคราสีดอกเลาคนหนึ่งเข้ามาจากด้านนอก
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท!” หมอหลวงเจียงแบกกล่องยาคุกเข่าทำความเคารพ
“อืม!” ฮ่องเต้ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ จึงโบกมือกล่าว “ฮองเฮาเพิ่งจะหมดสติไป เจ้าไปตรวจดูหน่อยเถอะ!”
ผู้ที่มาไม่ใช่เหยียนหลิงจวิน?
ฉู่ฉีเหยียนที่กำลังเคลื่อนนิ้วไปมาอย่างเงียบๆ นั้นชะงักกึก
เวลาต่อมา…
จึงทำไปตามสัญชาตญาณ เขาเงยหน้าขึ้นมองฉู่ฉีเฟิงและฉู่สวินหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทั