นที
ฉู่สวินหยางคล้ายกับคาดเดาได้ก่อนแล้วว่าเขาจะมีปฎิกิริยาเช่นนี้ จึงค่อยๆ ยิ้มตอบสายตาของเขาไปอย่างเยือกเย็น
หัวใจของฉู่ฉีเหยียนเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันทัน สัญชาตญาณที่ตอบกลับมานั้นราวกับจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
หลังจากนั้นยังไม่ทันที่จะรอให้ลางสังหรณ์ในใจดีขึ้น ก็เป็นดังที่คาด ฮ่องเต้ที่เดิมทีหลับตาอยู่ที่หลังโต๊ะทรงอักษรนั้นจู่ๆ ก็เปิดเปลือกตาขึ้นมา
สายตาของเขายังพร่ามัวอยู่บ้าง คิ้วบิดเบี้ยวเล็กน้อย มองตามเงาหลังที่งกๆ เงิ่นๆ ของหมอหลวงเจียง จนเงาของชายชรานั้นเลี้ยวเข้ามายังตำหนัก จึงค่อยได้ยินเสียงเขา “หือ” ขึ้นมาอย่างสงสัย “ใต้เท้าเหยียนหลิงล่ะ? เหตุใดเขาถึงไม่มาด้วย?”
หมอหลวงเจียงหยุดก้าวเดิน ก้มหน้าผินตาตอบด้วยความนอบน้อม “กราบทูลฝ่าบาท วันนี้ใต้เท้าเหยียนหลิงลาหยุดพ่ะย่ะค่ะ กล่าวว่ามีเรื่องด่วนที่ต้องออกไปนอกเมือง อาจจะกลับเข้ามาประจำในวังช่วงเย็นพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จพ่อเชื่อใจเขาจึงส่งมอบสำนักหมอหลวงให้เขาดูแล นี่เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วัน เขากลับต้องมาเสียเวลาเพราะเรื่องส่วนตัว?” ฉู่อี้หมินกดเสียงต่ำกล่าว “วันนี้ท่านแม่ไม่ค่อยสบายเขากลับไม่อยู่ ช่างไม่มีระเบียบเสียจริง”
ฉู่ฉีเหยียนเดิมทีจิตใจล่องลอย ตอนที่นึกขึ้นได้เขาก็พูดจบไปเสียแล้ว
หมอหลวงเจียงที่คำนับเสร็จก็เดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเข้าไปในตำหนักด้านหลัง
รุ่ยชินอ๋องเผยใบหน้าเย็นเยียบ กล่าวด้วยเสียงเย็นว่า “ธรรมชาติของมนุษย