“กระหม่อมมิบังอาจ!” เหยาก่วงไท่กล่าว “กระหม่อมว่าไปตามสถานการณ์เท่านั้น ในเมื่อหวงจ่างซุนไม่รู้สึกละอายใจ แล้วเหตุใดจึงโมโหเช่นนี้เล่า? รั้งแต่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้ง่ายๆ!”
ฉู่ฉีฮุยโกรธหน้าดำหน้าแดง เมื่อได้สติแล้วจึงรีบรักษาท่าทีตามเดิม แต่ก็กลับถูกเขาตอบกลับด้วยความเงียบ
เหยาก่วงไท่เวลานี้จึงเบนสายตาไปหาฮ่องเต้ที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทรงอักษรกล่าวว่า “ฝ่าบาท คนเลวอย่างไรก็หนีไม่พ้นบาปกรรม สักวันหนึ่งก็ต้องถูกสวรรค์ลงโทษ แต่ไหนแต่ไรองค์รัชทายาทก็จัดการเรื่องราวด้วยความรอบคอบถ้วนถี่ กระหม่อมเชื่อมั่นเป็นที่สุด เพียงแต่ที่ท่านอ๋องหนานเหอพูดมาก็ไม่ผิด ในตอนที่เกิดเรื่องขึ้นบังเอิญถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อนแล้ว หลายวันมานี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด กระหม่อมคิดว่า…ถ้าไม่ใช่คนทั้งด้านนอกด้านในร่วมมือกัน พวกขององค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยก็คงอยากจะถอนตัวออกจากเรื่องนี้อย่างเงียบๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ทั่วป๋าอวิ๋นจีขมวดคิ้วแน่น หลังจากได้ฟังจึงอดกลั้นความโกรธไม่ไหวเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าท่านนี้ ระวังคำพูดด้วย ข้าบอกไปแล้วว่าพี่ห้าของข้าไม่ใช่นักโทษในราชสำนักของพวกท่าน คนด้านนอกด้านในร่วมมือกัน? มีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อนอย่างนั้นรึ?”
ในขณะที่พูดก็เบนสายตาไปยังฮ่องเต้ ยืดหลังตรงกล่าว “ฝ่าบาท อวิ๋นจีขอถามพระองค์หนึ่งประโยค เรื่องที่พวกท่านขุนนางกำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้เป็