้เพคะ?”
“เหตุใดจึงถามเช่นนี้หรือ? เรื่องถึงยามนี้แล้วเจ้ายังแกล้งโง่กับข้าอีกหรือ?” ฮ่องเต้มองชุดแดงตระการตาของนาง จึงคิดถึงทั่วป๋าไหวอันที่ฉวยโอกาสหนีไปในคืนสมรสก็เกิดโทสะขึ้นมาอีกรอบ และเอ่ยด้วยความโกรธเคือง “เจ้าบ่าวของตัวเองไปที่ไหน? อยู่ที่ใด? พวกเจ้าใช้โอกาสคืนสมรสทำอะไรลงไป? เจ้ายังอยากให้ข้าถามทีละประโยคอย่างนั้นหรือ?”
ซูหว่านตะลึง เมื่อได้ครุ่นคิดดู จึงพบว่าตนไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของทั่วป๋าไหวอัน
“เออ…” นางงงงวยไปชั่วขณะ ทำได้เพียงเงยหน้าไปมองซูหลินอย่างไร้ที่พึ่ง
ซูหลินแข็งใจไปคุกเข่าข้างๆ นาง และเอ่ยด้วยความซื่อสัตย์ “ฝ่าบาท หว่านเอ๋อวานนี้เพิ่งแต่งเข้าไป ทั่วป๋าไหวอันหลบหนีไม่ทิ้งร่องรอยเช่นนี้ เห็นทีคงวางแผนไว้นานแล้ว หว่านเอ๋อนางไม่รู้เรื่องอะไร นางเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอฝ่าบาทไตร่ตรองเรื่องนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“หลบ…หลบหนีหรือ?” ซูหว่านเบิกตาโพลง และร้องอุทานอย่างคาดไม่ถึง สีหน้าซีดเผือด
“เช่นนั้น นางก็คงหนีโทษรู้เหตุการณ์แต่ไม่รายงานไม่พ้น” ฉู่อี้หมินที่อยู่ข้างๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงประชด “คืนวานเป็นวันสมรสของท่านหญิงซูหว่าน ตกดึกเจ้าบ่าวหายตัวไป หากไม่มีเจตนาปกปิด เหตุใดนางจึงไม่มารายงาน? หากนางบริสุทธิ์ใจจริง คืนวานก็ควรปล่อยข่าวออกมา หาต้องลำบากผู้อื่นไม่”
เรื่องนี้ซูหลินก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทำได้เพียงแอบดึงชายเสื้อของซูหว่าน
ในยามเดียวกัน ซูหว่านก็ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว…
…