ยร้อนรนขึ้นมา จะอ้าปากพูดกับแผ่นหลังของเขา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
รอจนฉู่ฉีเฟิงและฉู่สวินหยางออกจากจวนไป ขันทีน้อยข้างๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมา “คังจวิ้นอ๋องกับองค์รัชทายาทของเรา พ่อลูกคู่นี้นิสัยละม้ายคล้ายกันจริงๆ ช่วงเวลาน่าสิ่วน่าขวานเช่นนี้ยังไม่รู้จักรีบร้อนอีก”
เย่าสุ่ยทำงานไม่สำเร็จ อารมณ์ก็ไม่ค่อยดีนัก เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็จ้องเชิงกล่าวเตือน ก่อนจะเอ่ยตำหนิ “คุมปากของตัวเองให้ดีเถอะ เรื่องของพวกเจ้านาย บ่าวอย่างเจ้าอยากจะนินทาก็นินทาอย่างนั้นหรือ?”
“ขอรับ! ข้าน้อยผิดไปแล้ว ไม่กล้าทำอีกแล้ว!” ขันทีน้อยผู้นั้นเมื่อรู้ว่าตนพลั้งปากก็ทำหน้ามุ่ย พลางตบตัวเองไปสองที
เย่าสุ่ยมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “ไป กลับวัง!”
และทั้งหมดก็กลับวังไป
ตอนนี้หน้าห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ก็คุ้มกันด้วยทหารเพิ่มขึ้นอีกชั้น เพิ่มความรู้สึกหนาวเย็นให้กับผู้คน
ในใจของเย่าสุ่ยตอนนี้เป็นกังวลมาก เขาจัดระเบียบเครื่องแต่งกายอย่างหวาดกลัวอยู่หน้าประตู ก่อนจะเดินย่องไปถึงนอกตำหนัก แล้วเข้าไปหลบและชะโงกหน้าออกมามองจากหลังเสา
ในยามนี้ข้างในมีคนมารวมกันแน่นเต็มตำหนัก ระดับบนมีฮ่องเต้ รุ่ยชินอ๋อง และพวกฉู่อี้หมินอ๋องหนานเหอ ระดับล่างมีเน่ยเก๋อ[1] ขุนนางต่างๆ ไปถึงขั้นพวกต้าหลี่ซื่อชิง[2] บรรยากาศในตำหนักตึงเครียด กดดันและเยือกเย็น
เย่าสุ่ยไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป ตอนที่ใจร้อนรนจนจะลุกเป็นไฟนั้น หลี่รุ่ยเสียงที่ยืนเงียบ