อยู่ด้านหลังฮ่องเต้ก็มองมายังเขา
เย่าสุ่ยดีใจ รีบทำปากส่งสัญญาณบอกเขา
ขันทีที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้บ่อยๆ อย่างพวกเขามักจะมีความสามารถในด้านการอ่านปากเช่นนี้
เย่าสุ่ยพูดไปได้สองสามประโยคก็เกรงว่าจะทำให้พวกฮ่องเต้ด้านในแตกตื่น จึงรีบหันตัวกลับออกไปยืนรอตรงทางเดินข้างนอก
ไม่นานหลี่รุ่ยเสียงก็ถือถ้วยชาสีทองอร่ามออกมาจากด้านใน
ขันทีน้อยก็สายตาแหลมคม รีบเดินหน้าออกมา ยื่นสองมือรับถ้วยชานั้นและวิ่งออกไปเปลี่ยนชา
“ท่านอาจารย์!” เย่าสุ่ยเอ่ย พลางลุกลี้ลุกลนมายืนข้างเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เมื่อครู่ข้าเพิ่งกลับจากวังบูรพา คังจวิ้นอ๋องก็บอกปัดว่าตนเองไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ยอมยุ่งเรื่องนี้แม้แต่น้อย ท่านว่า…”
สถานการณ์ของทั้งวังบูรพายามนี้พิสดารอย่างมาก โอรสทั้งสองคนขององค์รัชทายาทล้วนเกิดจากนางสนม ฉู่ฉีฮุยเป็นโอรสคนโตจึงได้เปรียบ ส่วนฉู่ฉีเฟิงเป็นผู้ที่ฮ่องเต้รักใคร่ แต่ถ้าชั่งน้ำหนักกันจริงๆ ทั้งสองล้วนมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีใครด้อยกว่าใคร แม้เย่าสุ่ยไม่กล้าพูดออกไปอย่างชัดเจน แต่ก็แอบคิดในใจ…
องค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยวางแผนหนีเป็นอิสระในวันสมรส หวงจ่างซุนก็พัวพันกับคดี ส่วนคังจวิ้นอ๋องกลับนั่งชมอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีเย็นชา เป็นไปได้มากว่าจะเป็นข้อพิพาทในวังบูรพาของพวกเขา
แต่เมื่อพูดถึงเรื่ององค์รัชทายาท เขาเองก็ไม่กล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า ได้เพียงแต่มองสีหน้าของหลี่รุ่ยเสียงและเอ่ย “ท่านอาจารย์ เรื่