พูดถึงประเด็นนี้เท่าไหร่
สิ่งนี้ทำให้เหยียนหลิงจวินสบายใจขึ้นบ้าง
“ในเมื่อเจ้าอยากจะรู้จริงๆ ข้าก็จะบอกเจ้า” เหยียนหลิงจวินเอ่ย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกลัดกลุ้มและจนปัญญาปนๆ กันไป แต่เมื่อพูดเช่นนี้ออกไปก็ไม่ลังเลอีก “หลายวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อและพี่ชายของเจ้า หรือว่าฝ่าบาทที่อยู่เบื้องบนกับพวกฉู่ฉีเหยียนนั่น พวกเขาแอบสืบประวัติของข้าตลอดอย่างไม่ยอมลดละ หากเป็นผู้อื่นก็ช่างเถิด คนในวังบูรพาของเจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ใช่…เหตุการณ์ทหารหนานฮวานั้นเกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ และในยามที่เจ้าพบข้าที่ลานต้นกกนั้นข้าเพิ่งได้ข่าวมาพอดี…”
เช่นนี้นี่เอง เหยียนหลิงจวินเป็นตัวการสำคัญที่เปลี่ยนเรื่องราวของทหารหนานฮวาทั้งสองภพสองชาติ!
แม้จะรู้แต่แรกแล้วว่าผลจะเป็นเช่นนี้ แต่ยามที่ได้ยินเขาพูดออกจากปากของเขาเอง ฉู่สวินหยางก็ยังอดไม่ได้ที่จะขวัญผวาอยู่ดี
“ช่างเถิด!” เหมือนว่าออกมาจากสัญชาตญาณ จู่ๆ นางก็แนบกายไปด้านหน้า ยกมือปิดปากเขาไว้
ราตรีที่หนาวเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาอยู่ในฝ่ามือของนาง
เสียงของเหยียนหลิงจวินหยุดลงในทันที และเหลือบตามองนางอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” ฉู่สวินหยางยิ้มและเคลื่อนสายตาไปทางข้างๆ ก่อนจะเอ่ยกลบเกลื่อนว่า “ยามนี้ศึกทั้งสองเมืองยังไม่สงบ สิ่งที่เจ้าคิดก่อนหน้านั้นถูกต้องทั้งหมด การรู้มากเกินไปสำหรับข้าไม่แน่อาจจะกลายเป็นภาระ ฉะนั้นวันนี้เจ้าก็คิดว่าข้าไม่ได้ถามอ