รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย
ชาข้างๆ มือของเหยียนหลิงจวินเพิ่งจะต้มเสร็จ นางจึงหยิบมาซดจนหมด
เหยียนหลิงจวินถึงกับขมวดคิ้วแน่น
ฉู่ฉีเหยียนยังคงยืนลังเลว่าจะเข้าดีหรือจะถอยดีอยู่หน้าประตู
ช่วงที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้น ม่านฟ้าด้านนอกก็ค่อยๆ เปิดออก ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มเผยแสงสีขาวท้องปลา[1]มาให้เห็น
และในยามนี้ จู่ๆ ด้านนอกก็เกิดเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมา
ที่ตั้งของเรือนมีสุขอาณาเขตติดกับประตูเมืองเฉิงหนาน หน้าต่างห้องนี้ก็ตั้งตรงเหมาะเจาะกับประตูเมืองพอดี ระยะทางห่างกันไม่ถึงสิบจั้ง
ฉู่สวินหยางได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปใกล้อย่างสนใจ เปิดหน้าต่างออกไปด้านนอกให้กว้างกว่าเดิมพลางเอ่ยกับฉู่ฉีเหยียน “ประตูเมืองเหมือนจะคึกคักขึ้นมาแล้ว ซื่อจื่อไม่อยากดูหน่อยหรือ?”
ฉู่ฉีเหยียนหลบตา…
คำพูดนี้ของนางแฝงด้วยนัยที่เขาเองก็พอแยกแยะได้ไม่ยาก
ยามนี้ราวกับว่าไร้ที่ให้เขาถอยกลับแล้ว…
เมื่อลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายฉู่ฉีเหยียนจึงตัดสินใจเดินหน้าตายเข้าไป
ในยามเดียวกัน ทางฝั่งประตูเมืองกำลังวุ่นกันยกใหญ่ เนื่องด้วยระยะห่างจึงไม่ได้ยินว่าทะเลาะเรื่องอะไร เพียงแต่พอแยกได้ว่ากองทัพขนศพขัดแย้งกับนายทหาร กอปรกับยามนี้ประตูเมืองเพิ่งจะเปิด ผู้คนทั้งในและนอกต่างคอยจะเดินทางจึงทำให้คนอัดแน่นไปหมด วุ่นวายเป็นหม้อโจ๊ก
ฉู่สวินหยางชมอย่างอรรถรสถึงกับหัวเราะเอิ้กอ้ากและวิจารณ์เป็นระยะ
ฉู่ฉีเหยียนนั่งเงียบบนเก้าอี้ตัว