หลังจากผ่านยามอู่ไป ท้องฟ้าที่เดิมสว่างหมื่นลี้จู่ๆ ถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม เสียงลมคำราม พัดจนกระดาษที่ติดอยู่ตรงหน้าต่างเกิดเป็นเสียงดัง
ผ่านไปสักพัก ประตูใหญ่ห้องหนังสือที่ปิดแน่นมาตลอดก็ถูกคนผลักออกเห็นเป็นร่อง หลี่รุ่ยเสียงกอดแส้ปัดออกมา เมื่อโผล่หัวออกมาครู่หนึ่งก็โดนลมหนาวข้างนอกโชยใส่จนต้องหดไหล่
“ท่านชาย ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าไปแล้วขอรับ” หลี่รุ่ยเสียงเอ่ย
“รบกวนท่านขันทีด้วย” ฉู่ฉีเฟิงมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยืดตัวขึ้นและเดินตามเข้าไป
ในตำหนักกว้างขวาง แต่หลังโต๊ะกว้างใหญ่ฮ่องเต้นั้นมีฮ่องเต้นั่งอยู่เพียงผู้เดียว ในห้องจุดตะเกียงแปดดวง แม้จะอบอุ่น แต่เถ้าถ่านจะดีอย่างไรก็ไม่อาจจะไร้ควันได้ ฮ่องเต้นั่งนานแล้วเลยไม่รู้สึก แต่ฉู่ฉีเฟิงที่เพิ่งเข้ามาก็สูดเอากลิ่นหนักๆ นี้เข้าไปเต็มปอด
แต่เขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดใด เดินตรงเข้าไปในตำหนักใหญ่และคุกเข่าลงอย่างแรงต่อหน้าฮ่องเต้ ก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉีเฟิงบุ่มบ่าม ทำตัวผิดกฎ หลานมาเพื่อขอรับโทษโดยเฉพาะ”
สายตาของฮ่องเต้ยังคงจับจ้องอยู่ที่กระดาษ หนังตาไม่กระตุกแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวเราะขึ้นมาแล้วเอ่ย “ขอรับโทษ? ข้าฟังน้ำเสียงเจ้านี้ คงจะไม่ใช่มาถามโทษเสด็จปู่หรอกกระมัง”
เขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘เสด็จปู่’ สามคำนี้ ก็เห็นปัญหาท่าทีได้ชัด
“ฉีเฟิงไม่กล้า!” ฉู่ฉีเฟิงรีบเอ่ย ก้มสายตาลงเล็กน้อย เกร็งหลังจนตรึง
ฮ่องเต้อ่านกระดาษ