ในมือจนจบแล้วจึงพิงไปยังพนักพิงของเก้าอี้ด้านหลัง เอ่ย “ในเมื่อมาขอรับความผิด เช่นนั้นจงพูดเถิด เจ้ามีความผิดอันใด?”
“ฉีเฟิงบุ่มบ่าม ไม่ควรเห็นแก่ตัวแอบทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตน เข้าไปและหักหน้าเสด็จปู่ต่อหน้าคนนอก และยังเกือบขายหน้าท่านชายของกระหม่อมเอง” ฉู่ฉีเฟิงพูด วรรคแต่ละคำได้สละสลวยกว่าบทความเสียอีก ก่อนจะแหงนมองฮ่องเต้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ “ข้านำซูซื่อจื่อมาเอง”
เรื่องของซูหลิน ในใจของฮ่องเต้ก็แอบสงสัยเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าจึงครึ้มลงอย่างอดไม่ได้ ก่อนเอ่ยด่าทอขึ้นมา “รู้ว่าบุ่มบ่ามเจ้ายังจะทำอีกหรือ? รู้ว่าไม่ควรทำเจ้ายังจะทำอีก? ตอนนี้รู้จักมาขอรับโทษต่อหน้าข้าอีก เจ้าเห็นว่ากฎหมายบ้านเมืองของเมืองซีเยว่นั้นตั้งไว้เล่นๆ อย่างนั้นหรือ?”
“ฉีเฟิงมิกล้า” ฉู่ฉีเฟิงก้มหัวแนบติดกับพื้น ท่าทียังคงสุขุมเหมือนเดิม ไม่ลนลานใดใด
ฮ่องเต้เห็นดังนั้น แม้ในใจจะโกรธเคืองมากเท่าใดก็พูดไม่ออกแล้ว
เขาชื่นชมหลานชายผู้นี้มาก ตอนแรกเป็นเพราะว่าชั่วยามที่เด็กทารกทั้งสองของวังบูรพาถือกำเนิดประจวบเหมาะดี เลยจดจำอยู่ในใจ และต่อมา เขากลับหวังกับนิสัยของหลานชายผู้นี้เข้าจริงๆ ทั้งฉลาดทั้งมีความคิด มีความสามารถด้านงานศิลปะตั้งแต่วัยเยาว์ กับเรื่องใดใดก็ไม่ยโสโอหัง นิสัยยังสุขุมนุ่มลึกอีกเสียด้วย
ตามจริงถ้าพูดตามทฤษฎีถึงเรื่องความรู้แล้ว ฉู่ฉีเหยียนเองก็ไม่น้อยหน้า แต่ในความรู้สึกของเขา