ซูหลินตกใจ แต่ในขณะนั้นจะสนใจอะไรมากไม่ได้ เขารีบตอบกลับพลางชี้ไปยังทั่วป๋าไหวอันว่า “ฝ่าบาททรงใจเย็นก่อนนะพะยะค่ะ ที่ข้ากระหม่อมมาขอเข้าเฝ้าตอนนี้ ก็เพราะกลัวว่าจะมีคนใช้ความหวังดีของฝ่าบาทเป็นข้ออ้าง แล้วปฏิเสธความผิดที่ตนเคยก่อมาทั้งหมด!”
แววตาของฮ่องเต้หยุดนิ่ง จู่ๆ ก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
ซูหลินโกรธจนควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ จ้องหน้าทั่วป๋าไหวอันอย่างไม่ลดละ “ก่อนหน้านี้เจ้าพาน้องสาวของข้าไปนานถึงสองชั่วยาม กลางดึกกลางดื่นชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสอง พอกลับมาก็ไม่มีคำอธิบายสักคำ เจ้าคิดว่าปล่อยให้ผ่านไปเรื่องก็จบงั้นรึ?”
ทั่วป๋าไหวอันสบตามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วพูดขึ้นว่า “ตอนนั้นสถานการณ์มันบังคับ ข้าพาท่านหญิงซูไปด้วยเพราะโดนบีบบังคับอย่างช่วยไม่ได้ จะให้ข้าปล่อยให้นางโดนมือสังหารทำร้ายโดยที่ไม่สนใจใยดีได้เยี่ยงไรเล่า!”
“กลับกลอก!” ซูหลินพูดประชดอย่างเย็นชา ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองอย่างโมโห จากนั้นหันไปหาฮ่องเต้ สีหน้าท่าทางทุกข์ทรมานใจ “ฝ่าบาท คนอื่นรู้กันทั่วแล้วว่ามันผู้นี้พาตัวน้องสาวของข้าไป ที่กองบัญชาการทหารและกองพลทหารราบคนมากมายเหลือเกิน ตอนนี้เรื่องทุกอย่างกระจายออกไปทั่วแล้ว หากทั่วป๋าไหวอันไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่าเขาตั้งใจขัดขวางอนาคตของน้องสาวข้า ฝ่าบาททรงโปรดเข้าใจ ช่วยออกหน้าทวงคืนความเป็นธรรมให้ด้วยเถิดพะยะค่ะ”
คำพูดของซูหลินหาได้กล่าวเกิน