ซูหลินถึงค่อยแค่นหัวเราะออกมา กล่าวอย่างเย้ยยันขึ้นว่า “สกุลซูของพวกเรามีเกียรติสูงส่ง ไม่อาจยอมให้เจ้ามาทำเรื่องแปดเปื้อน ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน อย่ามาทำเรื่องลับหลังข้า มิฉะนั้น… ถ้าเจ้ายังตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับจวนอ๋องฉางซุ่นล่ะก็ ปีนั้นอาจเพราะท่านพ่อเมตตาจึงไม่สืบสาวเอาความจากเจ้า แต่หากเป็นข้า ไม่ว่าจะบัญชีแค้นเก่าใหม่ของเจ้า ข้าจะนำมาชำระความให้หมด”
เขาย้ำเตือนด้วยความหนักแน่นชัดเจน
แววตาของซูอี้ที่สงบคล้ายคลื่นน้ำราบเรียบ เวลานี้กลับเผยความเยือกเย็นออกมา เพียงแต่อาการนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครสัมผัสได้
“เชิญทำตามที่ท่านต้องการเถอะ!” เขายิ้มหน้าระรื่น จัดคอเสื้ออย่างไม่สะทกสะท้านอะไร ก่อนจะวางมือลงแนบกาย
ซูหลินรู้สึกราวกับไม่สามารถจัดการอะไรเขาได้ ในใจจึงโกรธเกรี้ยวขึ้นมา ด้านซูอี้นั้นเบนสายตาหนีไม่สนใจเขาอีกต่อไป
ท่าทางของเขานั้นไปกระตุ้นความโกรธซูหว่านเข้า นางจึงพูดออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ “เจ้าคุยกับพี่ใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร? เพราะว่าเจ้าทำเรื่องพวกนั้น ถูกขับไล่ออกจากตระกูลจึงเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เป็นเพราะความเมตตาของท่านปู่และท่านพ่อเจ้าถึงได้มีโอกาสอย่างทุกวันนี้ ตอนนี้เจ้ายังไม่แม้แต่สำนึกผิด ยังกล้ากำเริบเสิบสานไม่ให้เกียรติพี่ใหญ่? เจ้า… เจ้ามันบ้าเสียสติ สันดานหยาบช้า!”
คำพูดพวกนี้ไม่ใช่แค่คำวิจารณ์ธรรมดาซะแล้ว