เหยียนหลิงจวินยืนพิงอยู่ที่ข้างประตูรถม้า
เขาไม่ได้ร่วมผสมโรง แต่ก็ไม่ได้ไปไหน เพียงแค่ยกมือสองข้างขึ้นกอดอก มองไปยังผืนฟ้าที่ย้อมสีดำไกลสุดลูกลูกตาพลางครุ่นคิดเรื่องราวของตนเอง ไม่ได้ให้ความสนใจกับสถานการณ์ตึงเครียดที่อยู่ตรงหน้าระหว่างซูอี้และพี่น้องสกุลซูแม้แต่น้อย
ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะหันมาสนใจ ส่งแววตาเจือความกังวลหันไปมองทางซูอี้
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของซูอี้นั้นกำแน่นขึ้นอย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังอดกลั้นอย่างสุดกำลัง แต่เพียงพริบตาเดียว เขาก็เผยรอยยิ้มเยือกเย็น เอ่ยปากพูด
“ใช่แล้ว!” เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ซูหว่านจึงรีบถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ หลังจากที่รอยยิ้มเรียบนิ่งของเขาปรากฏอยู่ในสายตาของนาง จึงค่อยพูดด้วยท่วงท่าอ่อนโยนและสง่างามอย่างช้าๆ ว่า “ในเมื่อรู้ว่าข้านั้นหยาบช้าไม่สู้เจ้า ยังกล้าใช้คำพูดเช่นนี้มากล่าวกับข้างั้นหรือ? หรือเจ้าไม่กลัวว่าอยู่ๆ ข้าอาจจะเสียสติขึ้นมา ทำเรื่องที่เจ้ายากที่จะจินตนาการถึงผลลัพธ์ของมันได้?”
บนใบหน้าของเขายังปรากฏรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับไม่สามารถจะไปทำร้ายใครได้
เมื่อคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ในใจของซูหว่านก็ยิ่งสั่นไหวไม่หยุด ค่อยๆ ถอยหลังกลับไปด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด