ซูหลินนั้นดึงตัวนางมาไว้ด้านหลัง ยืดตัวบังซูหว่าน พูดเสียงเย็น “ซูอี้ เจ้าอย่ามาได้คืบจะเอาศอก ข้าจะบอกเจ้าให้ เรื่องระหว่างเราวันนี้ยังไม่จบ วันหลังข้าจะกลับมาคิดบัญชีแน่”
ซูอี้นั้นไร้อารมณ์ที่จะปะทะฝีปากกับเขา เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอยออกมา พูดอย่างสบายๆ ว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะคอย!”
ซูหลินนั้นรู้ดีว่าสถานที่แบบนี้ไม่เหมาะแก่การลงมือ จึงสะบัดผ้าคลุมอย่างอารมณ์เสีย หมุนตัวกลับไป ยามที่กำลังจะผ่านเหยียนหลิงจวินคล้ายกับหาที่ระบายอารมณ์ได้ เหยียดยิ้มเย็นกล่าวว่า “เจ้าเด็กคนนี้เป็นคนอย่างไร เจ้าเองก็คงยังไม่รู้แน่ชัด ข้าไม่รู้หรอกนะว่า เหตุใดเขาจึงยอมรับในตัวเจ้า ถึงขนาดยอมให้เจ้าบงการเช่นนี้ แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา ซื่อจื่อจะเตือนเจ้าไว้ประโยคหนึ่ง…”
ขณะที่เขากำลังพูด ก็สื่อเป็นนัยโดยการหันกลับไปจ้องที่ซูอี้เขม็ง แฝงไปด้วยความเหน็บแหนมรอดูละครฉากใหญ่ที่จะเกิดขึ้น “ฝากเนื้อไว้กับเสือ ถ้าไม่อยากถูกกัดจนเหลือแต่กระดูก เจ้าก็ต้องรีบถอนตัวออกมา!”
“ข้าจะคบสหายอย่างไร หรือจะคบค้าสมาคมกับคนเช่นใด ก็ยังมิวายถูกซื่อจื่อสอดมือยุ่งเกี่ยว!” เหยียนหลิงจวินกล่าวราบเรียบ เหลือบตามองเขา แววตาผ่อนคลายนั้นไม่ต่างจากซูอี้เท่าไร “ข้าไม่สอดมือยุ่งเกี่ยวเรื่องในบ้านสกุลซู เป็นเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ อยากให้ซื่อจื่อใคร่ครวญสถานะตนเองดูสักหน่อย หากได้คืบจะเอาศอก! ก็ใช่ว่าข้าจะปล่อยไปง่ายๆ !”