นหลิงจวินและฉู่สวินหยางเป็นดั่งหนามยอกอก พออกจากวัง เรื่องอะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้มันเกิด คิดเช่นนั้น ก่อนจะตระหนักได้ถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดที่นี่
ที่ผ่านมาฉู่สวินหยางและเขาต่างก็ไม่ถูกกัน ไม่สนใจซึ่งกันและกัน แค่เพียงจะทักทายยังคร้านที่กล่าว
ตอนนี้ทั้งสองคนเมื่ออยู่ต่อหน้าแล้ว เขากลับรู้สึกว่าฉู่สวินหยางผิดแปลกไป นางเผยรอยยิ้มก่อนเอ่ยทักทาย “นี่ซื่อจื่อจวนอ๋องฉางซุ่นมิใช่หรอกหรือ?”
น้ำเสียงสดใสกังวาน ใบหน้ายังคงปรากฏรอยยิ้มหวาน น่าขนลุกเสียจนซูอี้ที่กำลังจะขึ้นม้าทางด้านนี้เกือบจะลื่นล้ม
เวลานี้เหยียนหลิงจวินจึงทำได้เพียงแค่หลับตาลงอย่างเงียบๆ
“เมื่อครู่ข้าเพิ่งพูดไปว่า สหายของใต้เท้าเหยียนหลิงช่างคุ้นตายิ่งนัก” ฉู่สวินหยางยังคงกล่าวต่อไปน้ำเสียงแฝงด้วยความเย้ยหยันและดูแคลน “อย่าบอกนะว่าที่คุณชายท่านนั้นกับซื่อจื่อยังคล้ายกันอยู่บ้าง เป็นเพราะว่าท่านเป็นญาติสนิทกัน?”
เมื่อครู่ตอนที่ซูอี้พบเจอกับนางครั้งแรก นางยังพูดอยู่เลยว่า ‘ไม่คุ้นหน้า’ เพียงพริบตาเดียวกลับพูดว่า ‘ดูไปดูมากลับคุ้นตา’ ไปเสียแล้ว
พูดได้ว่า ที่นางหาข้ออ้างมาพูดวกไปวนมาตั้งแต่เมื่อครู่ ก็เพียงเพราะรอคอยเวลาที่ซูหลินจะออกมาเท่านั้น
หญิงสาวผู้นี้หากได้ลงมือแล้ว ถ้าตกหลุมพรางไปก็ยากที่จะถอยออกมาง่ายๆ แต่ไหนแต่ไรก็ล้วนแต่กุมชะตาชีวิตผู้อื่นได้อยู่หมัด
เหตุใดแววตาของซูหลินถึงน่ากลัวเช่นนี้? หลังจากที่โดนข่มขู่จากคนลึก