่านหญิง ต้องขอตัวก่อน?”
ขณะพูด ก็เตรียมที่จะแย่งบังเหียนม้าในมือฉู่สวินหยาง
ฉู่สวินหยางค่อยๆ คลายมือออก ใบหน้ายังคงปรากฏรอยยิ้มเป็นมิตร กล่าวว่า “ม้าของท่านตัวนี้ หายากนัก ข้าชอบมาก ท่านจะให้ข้ายืมสักสองวันได้หรือไม่?”
เวลานี้ สถานที่แบบนี้ อย่างไรนางก็ดูไม่ควรที่จะแสดงอาการอยากผูกสัมพันธ์ออกหน้าออกตากับคนที่แทบจะไม่รู้จักกันเช่นนี้มาก่อน
นางพูดด้วยความจริงใจสัตย์ซื่อ ซูอี้จึงลำบากใจที่จะปฏิเสธ
เหยียนหลิงจวินเริ่มเห็นเค้าลางไม่ดี ไม่รอที่จะให้ซูอี้ตอบรับก็ออกคำสั่งทางสายตาเป็นนัยให้อิ้งจื่อ กล่าวว่า “ไปนำม้าของข้ามา!”
อิ้งจื่อรับคำสั่งก่อนจะเดินไปด้านข้าง นำม้าของเหยียนหลิงจวินมอบให้แก่ซูอี้
ซูอี้รับบังเหียนม้าตัวนั้นมาไว้ในมือ ไม่มีกะจิตกะใจจะมาคิดเล็กคิดน้อย กล่าวลากับฉู่สวินหยางด้วยความรีบร้อน
มุมปากของฉู่สวินหยางยังคงยกยิ้มอยู่เช่นนั้น ดวงตายังแฝงด้วยความหยอกเย้าและความขบขัน ใบหน้าเก็บซ่อนความสดใส ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ความสดใสนั้นค่อยๆ กลมกลืนไปกับอากาศหนาวเหน็บของยามค่ำคืนนี้
นางมองไปยังเหยียนหลิงจวิน ก่อนก้มลงมองบังเหียนม้าในมือ กระตุกบังเหียนอย่างไร้อารมณ์ ไปทางประตูวังอย่างเหนื่อยหน่าย
ที่แห่งนั้นยังมีคนออกมาอีกสองกลุ่ม ที่เดินอยู่ข้างหน้า กลับไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นกลุ่มของพี่น้องซูหลิน
งานแต่งเสร็จไปแล้ว ทั้งหน้าตาและศักดิ์ศรีนั้นแทบจะไม่มีเหลือ เวลานี้ซูหลินมองเหยีย