ล้วยังสร้างภาพลวงตาให้ทุกคนคิดว่านางถูกผีสิง!
แม้ว่าเหยียนหลิงจวินจะสามารถเตรียมยาที่สามารถควบคุมการออกฤทธิ์ตามเวลาแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะหาเหตุผลไหนมาอธิบายได้สมเหตุมากกว่านี้
“ซื่อจื่อท่านพูดมาตั้งมากมาย เพียงเพื่อที่จะลองใจข้าเท่านั้น!” เหยีนหลิงจวินยิ้มเล็กน้อย แม้เขาทั้งสองรู้ความจริงอยู่แก่ใจแต่ไม่กล้ายอมรับ
เขายกมือไปดึงกิ่งต้นหลิวที่ลู่ลงมาลงมาตรงหน้า แล้วปล่อยมือกิ่งหลิวนั้นก็แกว่งไกวไปมาทำให้เกิดเสียงลมแหลมคมอยู่กลางอากาศ
“เจ้าจะพูดอย่างไรก็ช่าง สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ฮ่องเต้ต้องเป็นคนตัดสิน” เหยียนหลิงจวินพูดพลางแสร้งยิ้ม “เพลานี้ดึกมากแล้ว หากซื่อจื่อไม่มีข้อสงสัยแล้ว เอาเป็นว่าวันหลังค่อยพบกันใหม่ ข้าขอตัวก่อน!”
เมื่อพูดจบก็หันกลับแล้วเดินไปยังรถม้าของเขา
ฉู่ฉีเหยียนมองดูเขาค่อยๆ เดินจากไป ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็นอำมหิต
เขาไม่ขยับตัวเพียงแต่เปล่งเสียงสูงตะโกนออกมา “ความจริงแล้วเจ้าใช้อะไรควบคุมหรงเฟยไม่สำคัญ สิ่งที่ข้าสงสัยคือเจ้าให้สินบนอะไรกับหยางเฉิงกังจึงสามารถทำให้เขาทำในสิ่งที่เจ้าต้องการ!”
หยางเฉินเกิงเป็นผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายฝ่าบาท ก็คบหาสมาคมกับเหยียนหลิงจวินที่เพิ่งเข้ามาใหม่รึ? ต้องการติดสินบนให้หยางเฉิงกังให้ช่วยเป็นพยานเท็จต่อหน้าฝ่าบาท? เรื่องเช่นนี้ไม่น่าเป็นไปได้
ข้อสงสัยที่เขาถามเหยียนหลิงจวินเป็นเพียงลมปากที