เต๋อเฟยครุ่นคิดและมองไปรอบๆ สีหน้าเป็นกังวลแล้วพูดว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
“สุ่ยอวี้! เจ้าห้ามพูดจาเหลวไหล!” หลัวอวี่ก่วนโกรธตะคอกใส่นาง
บ่าวรับใช้ที่มีนามว่าสุ่ยอวี้กลับทรยศนาง สักพักน้ำตาไหลริน ยังคงมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนชี้นิ้วท่ามกลางฝูงชนพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “ท่านหญิงใหญ่เป็นคนทำต่างหาก! นางประสงค์จะทำร้ายท่านหญิงของหม่อมฉัน หม่อมฉันเห็นกับตา ว่านางตั้งใจจะเตะพลุไฟให้ล้มกลิ้ง หากบ่าวไม่ดึงตัวท่านหญิงออกกมา เสื้อผ้าที่สวมใส่อาจจะไหม้หมดแล้ว มิเช่นนั้นใบหน้าทั้งใบของท่านหญิงคงเสียโฉมไปแล้วเจ้าค่ะ!”
ข้อกล่าวหานี้เห็นได้ว่าตอนนี้ได้มาถึงจุดที่ได้ประกาศความจริงต่อหน้าผู้คนอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
สายตาทุกคนมองไปยังนิ้วที่นางชี้ไปทางท่านหญิงหลัวซืออวี่
เดิมทีผู้ที่ยืนอยู่ข้างนางไม่กี่คนก็รีบหลบลี้ราวกับนางเป็นโรคระบาดแล้วถอยออกมาครึ่งก้าว แม้ว่าจะเป็นระยะห่างที่เล็กน้อย กลับทำให้หญิงผู้นั้นดูโดดเดี่ยวสีหน้าหวาดกลัวแสดงออกชัดเจนมากขึ้น
รูปโฉมภายนอกหลัวซืออวี่ไม่เหมือนหลัวอวี่ก่วนที่มีเสน่ห์ดึงดูด แต่กลับสุภาพอ่อนโยนเงียบสงบดูเป็นธรรมชาติเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่สง่างามตั้งแต่หัวจรดเท้า ปกติเมื่อมีการพบปะสังสรรค์นางจะสันโดษและเฉยชาแต่ไม่ทำให้คนรู้สึกอึดอัดเท่าไหร่นัก
เช่นนี้แล้วนางจึงถูกคนกล่าวหาต่อหน้าฝูงชน หลัวซืออวี่แท้จริงเป็นเพียงเด็กสาวที่อายุเพียงสิบสี่ ยามถูกจ้องเขม็งนางจึงห