พวกเขามองไปตามเสียงที่ได้ยิน ปรากฏว่าด้านหน้าลานกว้างตำหนักเจาเต๋อโกลาหลวุ่นวายประกายไฟกระเด็น ทั่วทุกทิศทุกที่เต็มไปด้วยภาพผู้คนกรีดร้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
บรรดาท่านหญิงที่แต่งตัวงดงามแต่ละตระกูล เน่ยซื่อ นางกำนัล หญิงรับใช้ต่างโกลาหลวุ่นวายกันไปหมด
“ข้าจะไปดูสักหน่อย!” ฉู่สวินหยางพูดพลางลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปหน้าตำหนัก
“ที่นั่นสถานการณ์วุ่นวายนัก ประเดี๋ยวค่อยไปเถอะ!” เหยียนหลิงจวินขวางไม่ให้นางไป นิ้วจับข้อมือนางผ่านแขนเสื้อ การกระทำเช่นนี้ทำนางยากที่จะปฏิเสธ
ฉู่สวินหยางไม่พอใจขมวดคิ้วแล้วมองหน้าเหยียนหลิงจวิน
ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครหยุดยั้งนางเช่นนี้มาก่อน สถานการณ์เช่นนี้หากเป็นฉู่ฉีเฟิงคงไม่รั้งนางแน่แต่จะตามนางไปพร้อมกัน
สายตาเหยียนหลิงจวินกลับมองไกลออกไป ไม่ได้สังเกตตนเองว่าเป็นเพราะปัญหาที่เขาเข้าไปยุ่งวุ่นวายจึงทำให้เขาถูกเกลียดชัง เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นี่อาจจะไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา”
เมื่อเสียงจบลงฉู่สวินหยางก็ทำปากจู๋ออย่างที่นางชอบทำเป็นประจำ เหน็บแนมพลางเอ่ย “ที่นี่คือวังหลวง นางกำนัลขันทีพวกนั้นอยากหัวหลุดออกจากบ่ารึอย่างไร? เกิดเรื่องอะไรตั้งแต่เช้าจรดเย็นมากมายเช่นนี้!”
ระหว่างที่พูดเสียงเอ็ดตะโรก็ค่อยๆ เบาลง ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหญิงสาว
เหยียนหลิงจวินยิ้มแล้วคลายมือจากข้อมือนาง “เจ้าไปเถอะ เรื่องเช่นนี้ข้าไม่สะดวกเข้าไปยุ่งเกี