ากแล้ว หลังของเขาค่อมเล็กน้อย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีไม้เท้าก็ยังเดินได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงชั่วลมหอบหนึ่งพัดผ่านก็เดินเข้ามาจากนอกตำหนัก
“กระหม่อมเฉินเกิงเหนียน ขออวยพรให้ฝ่าบาททรงพระเจริญ!” หลังจากผู้อาวุโสเข้ามาก็รู้กาลเทศะ คารวะฮ่องเต้ตามธรรมเนียมปฏิบัติก่อน
ขณะนั้นฮ่องเต้ที่เดิมทีเหนื่อยล้าจนอยากนอนเต็มทีก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นยิ้มแล้วตรัสว่า “ท่านหมอบอกว่าแข้งขาไม่ค่อยดี แต่วันนี้ก็เห็นเข้าวังมาได้ไม่ใช่รึ?”
“กระหม่อมอายุเยอะเดินเหินไม่คล่องนัก แต่หูไม่ได้หนวก ตาไม่ได้บอด จึงไม่อาจยอมให้พวกมีตาแต่หามีแววไม่มาสบประมาทคนของกระหม่อมได้” เฉินเกิงเหนียนตอบ แม้อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ก็ไม่ได้หวั่นเกรง จ้องหมอคังอย่างโมโหแล้วตวาดถามว่า “เมื่อครู่เจ้าว่าใครเบื้องหลังน่าสงสัย? ว่าใครเป็นไส้ศึก? และว่าใครวางแผนร้าย?”
หน้าผากหมอคังโดนไม้เท้ากระแทกจนหัวโน เวลานี้ยังเวียนศีรษะและตาพร่า
คนอื่นกลับไม่ส่งเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียว
ใช่แล้ว เฉินเกิงเหนียนเป็นคนแนะนำฝากฝังเหยียนหลิงจวิน เดิมเฉินเกิงเหนียนเคยเป็นหมอที่ตามเสด็จไปกับกองทัพตอนที่ฮ่องเต้ยังเป็นนายพลทหาร ทั้งยังเคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้หลายครั้งในสงครามที่โหดร้ายทารุณ เหยียนหลิงจวินเป็นศิษย์หลานของเขา มีความเกี่ยวข้องกันแบบนี้ ใครจะกล้าว่าเขามีเบื้องหลังน่าสงสัยอีก?
หลังจากที่ขอลาออกเกษียณอายุไป เฉินเหนียนเกิงก็ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมานานมากแล