บบนี้แน่ แต่หากเขามีส่วนพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย เช่นนั้นครั้งนี้ก็อันตรายมาก
ฉู่สวินหยางคิดไปก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นเกาะติดสถานการณ์ห้องอุ่นด้านนั้นเป็นพิเศษ
หลังจากหมอหลวงทั้งกลุ่มรักษาด้วยความเร่งรีบ สุดท้ายยังคงเป็นหมอคังที่มารายงานฮ่องเต้อย่างหวาดหวั่นว่า “ฝ่าบาท พิษเข้าสู่ร่างกายพระสนมหรงเฟย หม่อมฉันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ย้ายพระสนมกลับตำหนักก่อน จะได้รักษาได้อย่างเต็มที่ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ลังเลอยู่ชั่วครู่ ไม่ได้ตรัสกลับไปในทันที
แต่องค์ชายสี่ฉู่อี้ชิงกลับไม่ยอมรามือ รีบยืนขึ้นมาพูดเสียงเย็นชาว่า “เสด็จพ่อถูกลอบปลงพระชนม์ และนางยังเป็นผู้ต้องสงสัย จะย้ายคนออกไปงั้นรึ? คิดไม่ได้รึไง? ถึงแม้นางจะตั้งครรภ์อยู่ แต่ในโลกนี้ก็ไม่มีชีวิตใครมีค่ามากไปกว่าเสด็จพ่อ ถ้ายังสืบหาความจริงเรื่องลอบปลงพระชนม์เสด็จพ่อให้กระจ่างไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ออกจากตำหนักนี้ไม่ได้ทั้งนั้น!”
“แต่ว่าอาการของพระสนมเป็นอันตรายต่อชีวิตนัก…” หมอคังเอ่ยสองจิตสองใจ
“เรื่องนี้จะยากสักแค่ไหนกัน? ในเมื่อพวกเจ้าสงสัยว่าพระสนมหรงเฟยวางแผนร้ายวางยาฝ่าบาท เช่นนั้นยาพิษนี้ก็ควรจะมีที่มาที่ไปหน่อยใช่หรือไม่? ลองเริ่มสืบสวนจากเบาะแสนี้ไป ยังไงความจริงก็ต้องปรากฏออกมา!” ทั่วป๋าไหวอันตาต่อตาฟันต่อฟัน สีหน้าเย็นชาเช่นเดียวกัน
“ผลของยาชนิดนี้แปลกประหลาด เกรงว่าคนทั่วไปคงผสมออกมาไม่ได้!” หมอจูหมออ