เช้าวันถัดมา ฉู่สวินหยางกำลังรับอาหารเช้า ก็เห็นชิงเถิงสาวเท้าฉับๆ เข้ามา ก่อนจะรายงานอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจว่า “ท่านหญิง ท่านหญิงห้าแขวนคอตายแล้วเจ้าค่ะ!”
ฉู่สวินหยางกำลังละเลียดเกี๊ยวน้ำร้อนกรุ่น ตอนได้ฟังยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองสักนิด
ชิงเถิงรู้ว่าลีลาท่ามากก็ไม่มีประโยชน์ จึงพูดต่อไปเองว่า “ตั้งแต่เช้านางก็วิ่งไปโหวกเหวกที่เรือนฮูหยินใหญ่ โทษว่าฮูหยินใหญ่ลำเอียง รังแกนาง อาศัยว่ามีอำนาจในมือ เอ่ยคำยุยุงต่อหน้านายท่าน เลือกเจ้าบ่าวให้นางลวกๆ โวยวายจะให้ฮูหยินใหญ่ออกหน้าไปยกเลิกงานแต่งกับสกุลเหลยให้จงได้!”
“นางไปหาเรื่องฮูหยินใหญ่รึ?” ฉู่สวินหยางร้องเหอะทีหนึ่ง “ใครเป็นคนชี้โพรงให้กระรอก นางคิดเองไม่ได้หรอก”
“งานแต่งของนางเป็นคำสั่งของนายท่าน ไปโหวกเหวกใส่ฮูหยินใหญ่แล้วจะได้อะไร? แต่ก็คงจะเพิ่มความยุ่งยากให้ฮูหยินใหญ่ได้อยู่หรอก” ชิงหลัวกล่าว แล้วทำเสียงดูถูกเย้ยหยันว่า “อย่างน้อยๆ ก็ช่วยเอาคืนแทนชายารองเหลยได้บ้าง!”
“ก็ใช่น่ะสิ!” ชิงเถิงว่า คล้ายว่ายินดีกับความทุกข์ของผู้อื่น “ฮูหยินใหญ่เป็นคนใจเย็น กล่อมนางเสียงหวานอยู่ครึ่งชั่วยาม สุดท้ายบอกว่าสัญญาไม่อาจคืนคำ ใครจะคิดว่าพอนางออกมา ก็เที่ยวหาเชือกมาผูกกับต้นจันทร์อบเชยกลางลานเรือนฮูหยินใหญ่ บอกใครๆ ว่าฮูหยินใหญ่บีบบังคับนาง”
“คนตายแล้วรึ?” ฉู่เยว่เหยียนจะก่อเรื่องอย่างไร ฉู่สวินหยางหาได้สนใจใคร่รู้ เพียงถามเบาๆ ออกมาประโยคหนึ่