ท่าทีที่นางมีต่อคนแซ่ฟาง เหยียนหลิงจวินไม่ค่อยเข้าใจนัก ตามหลักแล้ว ต่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะห่างเหินเพียงใด อย่างไรก็คือแม่ลูกแท้ๆ แต่พอเอ่ยถึงสตรีผู้นั้น ฉู่สวินหยางกลับเย็นชาใส่ตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอก อารมณ์เจ็บปวดผิดหวังเสียใจ ก็หาได้มีให้เห็นสักนิด
เหยียนหลิงจวินเห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็ไม่เซ้าซี้อีก เพียงขมวดคิ้วพลางถามว่า “เจ้าทานมื้อกลางวันหรือยัง?”
ถ้วยชาในมือฉู่สวินหยางชะงัก เพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้
เหยียนหลิงจวินเห็นปฏิกิริยาของนางก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก ทำหน้าจนปัญญา ตะโกนออกไปด้านนอกว่า “ใครอยู่บ้าง?”
เหยียนหลิงจวินไม่ได้เรียกหาอิ้งจื่อตรงๆ คนที่ผลักประตูเข้ามาก็คืออิ้งจื่อกับชิงหลัว
เหยียนหลิงจวินหันไปสั่งชิงหลัวทันทีว่า “ไปดูที่โรงครัว เจ้านายเจ้าชอบทานอะไร ก็ให้พวกนั้นรีบเตรียมขึ้นมาเถอะ!”
ตอนแรกชิงหลัวก็งุนงงกับคำสั่งเสียงแข็งทื่อของเขา แต่พอเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการแล้ว ก็รีบรับคำแล้วเดินออกไป
เวลาไม่นาน สาวใช้สองคนก็ประคองกับข้าวที่ดูพิถีพิถันสองสามอย่างมาให้
ฉู่สวินหยางไม่ได้เกรงใจ คว้าตะเกียบแล้วตั้งอกตั้งใจทานข้าว เหยียนหลิงจวินมองอยู่ข้างๆ ไม่ได้ทานด้วย คอยสังเกตว่านางชอบจานไหน จากนั้นก็ช่วยคีบมาใส่จานน้อยตรงหน้านาง ท่วงท่ายังคงสง่างามน่ามองดังเก่า แม้แต่ตำหนิสักจุดก็มองหาไม่เจอ
ฉู่สวินหยางทานไปเล็กน้อยก็วางตะเกียบลง
เหยียนหลิงจวินมองข้าวที่เหลือครึ่งถ้วยข