องนางแล้วมุ่นคิ้วอีกครั้ง ไม่รอให้เขาถาม ฉู่สวินหยางก็รีบชิงพูดก่อน “อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับไปรับมื้อเย็นที่จวนแล้ว”
ฉู่อี้อันมักคอยจับตาดูนางบนโต๊ะอาหาร หากมื้อใดทานน้อย เขาก็ไม่เปิดปากพูด แต่จะเอาแต่ขมวดคิ้วจนนางรู้สึกผิด
เหยียนหลิงจวินฟังแล้วก็ไม่ว่าอะไร เพียงเรียกคนให้เข้ามาเก็บโต๊ะ
นั่งไปสักพัก ด้านนอกเฉี่ยนลวี่ก็รีบร้อนมาตาม บอกว่าหรงเฟยในวังเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน หมอหลวงหลายคนรวมหัวกันแล้วก็ยังแก้ไม่ตก ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้เรียกตัวเหยียนหลิงจวินเข้าวังด่วน
“เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ!” ฉู่สวินหยางบอก
เหยียนหลิงจวินมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลง รู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก “ข้าทิ้งอิ้งจื่อไว้กับเจ้าที่นี่!”
“ไม่ต้องหรอก!” ฉู่สวินหยางรีบบอกปัด แล้วเอ่ยเสริมว่า “อีกสักพักพี่รองก็มาแล้ว เดี๋ยวข้าต้องหาคำอธิบายให้เขาอีก ข้ามีชิงหลัวแล้ว อีกอย่างไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรหรอก”
“เอาแบบนั้นก็ได้!” เหยียนหลิงจวินหยุดคิด แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก หมุนกายเดินไปทางประตูได้สองก้าว พลันนึกบางอย่างออก เลยร้องเรียกอิ้งจื่อ “อิ้งจื่อ”
อิ้งจื่อตะลึงไป ตอนที่ได้สติถึงเพิ่งเข้าใจความหมาย รีบควักถุงหอมสีมรกตออกมาจากอก แล้วส่งไปที่เบื้องหน้าฉู่สวินหยาง “สิ่งนี้เป็นของที่ท่านหญิงสี่ทำหายเมื่อครั้งก่อน สิ่งสกปรกด้านในบ่าวทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“หากวันนี้เจ้าไม่พูดข้าก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย” ฉู่สวินหยางยักคิ้วให้เหยียนหลิงจ