มือที่กำลังรินน้ำชาของเหยียนหลิงจวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
“ทำไมเล่า?” เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าเป็นปกติ
“ก็แค่อยากรู้!” ฉู่สวินหยางเบะปาก มือก็เล่นใบไม้ต่อไป “ช่วงเวลาที่เขาปรากฏตัวมันประจวบเหมาะเกินไป เรื่องที่ทำก็ไม่สมเหตุสมผล ทำให้ข้าคิดอะไรได้บางอย่างน่ะ!”
เหยียนหลิงจวินฟังออกว่าวาจาของนางมีความนัย อดจะยิ้มๆ ไม่ได้ “เจ้าสงสัยอะไรเขาล่ะ?”
“ก็จะไม่ให้สงสัยได้อย่างไร เขามาถึงสกุลซูทันห้ามไม่ให้ซูหลินยกเลิกงานแต่งพอดี เห็นชัดว่ามีการวางแผนมาล่วงหน้า” ฉู่สวินหยางเอ่ย กระพริบตา มองเขาผ่านโต๊ะที่กั้นอยู่ตรงกลาง
อาจเพราะมีชนักติดหลัง เหยียนหลิงจวินถูกสายตาของนางจับจ้องจนรู้สึกขยุบขยิบในใจ แต่พยายามรักษาความสุขุมไว้สุดความสามารถ ไม่ให้ตัวเองหลุดอาการอะไรออกไป แล้วส่งรอยยิ้มน้อยๆ ให้นาง
ฉู่สวินหยางโยนใบไม้สีทองลงตรงหน้าเขา จากนั้นก็ถอนมือแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นางเบือนหน้าออกไปมองแสงจ้าแสบตาด้านนอก ก่อนจะเปิดปากช้าๆ ด้วยความจริงจังเคร่งเครียด
“เขาเป็นคนของจวนอ๋องฉางซุ่น!” ฉู่สวินหยางกล่าว ไม่มีท่าทางหยั่งเชิงหรือลังเล มีแต่น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ
เหยียนหลิงจวินไม่ได้ตอบกลับ นางหาได้สนใจแล้วเอ่ยต่อไปว่า “เขาต้องการปกป้องสกุลซู ไม่มีทางที่จะทำไปโดยไร้เหตุผล สองสามวันมานี้ข้าพลิกหาข้อมูลของจวนอ๋องฉางซุ่นจนหมด ซูหังที่เป็นอ๋องฉางซุ่นคนปัจจุบันแม้จะเป็นบุตรชายสายหลักขอ