รถวิ่งไปตามเส้นทางเดิมที่เคยใช้ ฉู่สวินหยางยิ้มแย้มจำนรรจากับฉู่ฉีเฟิงเป็นปกติไปตลอดทาง เอ่ยถามข่าวคราวเรื่องในกองทัพบ้าง ในรถม้าจึงมีเสียงหัวเราะรื่นเริงดังออกมา ช่างเป็นภาพที่แสนสุขยิ่งนัก
พอมาถึงเรือนมีสุขที่ตั้งอยู่แถวประตูเมือง ฉู่ฉีเฟิงก็สั่งให้หยุดรถ ปล่อยฉู่สวินหยางลงตรงนั้น เขาเปลี่ยนไปขี่ม้า ก่อนไปก็ยังกำชับอย่างเป็นห่วงว่า “เพราะเราออกมาช้า ฟ้าอาจจะมืดก่อนแล้วตอนข้ากลับมา…”
“รู้แล้ว ข้าจะรออยู่ที่นี่แหละ!” ฉู่สวินหยางตอบ โบกมือล่ำราเขา
ฉู่ฉีเฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างจนปัญญา แล้วพาพวกเจี่ยงลิ่วห้อม้าเดินทางต่อไป
ฉู่สวินหยางยืนอยู่หน้าเรือนมีสุขจนส่งเขาออกนอกประตูเมืองไป เจี่ยงลิ่วหันศีรษะกลับมามองหลายครั้ง ก่อนจะเหล่ตามองสีหน้าของฉู่ฉีเฟิงอย่างลังเลคล้ายอยากจะพูดบางอย่าง จนกระทั่งฉู่ฉีเฟิงหันมาเพราะรู้สึกถึงความผิดปกติ
“มีอะไรก็ว่ามา อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้?” ฉู่ฉีเฟิงมุ่นคิ้วถาม
เจี่ยงลิ่วลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากว่า “ท่านอ๋อง ข้าน้อยได้ยินว่าช่วงนี้ท่านหญิงไปมาหาสู่กับใต้เท้าเหยียนหลิงรองหัวหน้าสำนักหมอหลวงคนใหม่อยู่บ่อยๆ”
เขาใช้คำอย่างระมัดระวัง ให้ฟังดูไม่บาดหูมากนัก
ฉู่ฉีเฟิงได้ฟังก็หน้าแข็งทื่อทันที ดวงตาหรี่ลงแล้วหันมามองด้วยความเย็นเยือก ทำเอาหัวใจของเจี่ยงลิ่วหล่นวูบ รีบก้มหน้าลงทันที
“ไม่รู้จักขอบเขตหน้าที่ของตัวเองหรือไง?” ฉู่ฉีเฟิงเอ่ย น้ำเสียงน่ากลัว ต่างจา