กท่าทีสุภาพอ่อนโยนโดยปกติอย่างสิ้นเชิง “ใครใช้ให้เจ้าอาจหาญสืบเรื่องของสวินหยาง?”
“ข้าน้อยผิดไปแล้ว!” เจี่ยงลิ่วตกใจรีบขอโทษ แต่พอคิดๆ ไปก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี จึงเอ่ยปากครั้งอย่างติดใจ “แต่ว่า… ใต้เท้าเหยียนหลิงผู้นั้นมีอะไรแปลกๆ นะขอรับ”
สีหน้าของฉู่ฉีเฟิงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงเอ่ยว่า “เรื่องของสวินหยาง ต่อไปไม่อนุญาตให้พูดถึง แล้วก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง นางรู้ตัวดีว่าตัวเองทำอะไรอยู่”
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เป็นห่วง แต่ฉู่อี้อันเองยังมีท่าทีชัดเจนไม่เข้าแทรกแซง เขาก็ไม่จำเป็นต้องเคลือบแคลงสงสัยอะไรอีก
เจี่ยงลิ่วเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ถึงได้ก้มหน้ากดความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่อยู่ในอก ไม่กล้าปากมาก
ฉู่ฉีเฟิงขี่ม้าอยู่หน้าขบวน หลับตาลงเล็กน้อย จนแทบไม่มีใครทันสังเกตเห็น ตอนนั้นเอง…
‘เหยียนหลิงจวิน’ คำสามคำแล่นผ่านหัวสมองเขาอย่างว่องไว
เขาจำได้ คืนนั้นที่ค่ายทหารเมืองฉู่ ฉู่สวินหยางเคยถามเขาอย่างไม่จริงจังครั้งหนึ่งว่า ‘ราชสำนักของหนานฮวามีขุนนางหรือตระกูลสูงศักดิ์ที่ใช้แซ่สองตัวอย่างเหยียนหลิงหรือเปล่า’
หรือว่า?
เป็นเพราะคนผู้นั้น?
ฉู่สวินหยางทางนี้ยังยืนนิ่งอยู่หน้าเรือนมีสุข รอจนกลุ่มม้าของพวกฉู่ฉีเฟิงลับตาไปแล้วถึงได้เดินเข้าด้านใน
ชิงเถิงเตรียมห้องส่วนตัวที่ไม่สะดุดตาคนไว้ นางลงมารออยู่ที่ห้องโถงด้านล่าง ส่วนฉู่สวินหยางเดินขึ้นห้องชั้นสองไป
ตอนนี้เหยียนหลิงจวินยังมาไม่ถึง ฉู่