“เฮ้ย!” ฉู่สวินหยางตกตะลึง ร้องออกมาอย่างตกใจ ใบหน้าแดงก่ำ
เหยียนหลิงจวินตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ในสมองยังขบคิดถึงความรู้สึกยุบยิบที่วิ่งแผ่น
พอได้ยินเสียงร้องตกใจของฉู่สวินหยาง เขาถึงได้ก้มหน้ามอง
พอได้สบตากับเขา ดวงหน้าของฉู่สวินหยางก็ยิ่งแดงขึ้นกว่าเก่า รีบหดตัวลงต่ำ ไถลตัวออกจากอ้อมแขนของเขาเหมือนปลาน้อยที่ว่ายน้ำหนี แล้วลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคง
อ้อมแขนที่ว่างลงอย่างกะทันหันทำให้เขาหันขวับ ก่อนจะพลิกตัวลงจากม้า พุ่งกายตามไปยังทิศทางที่นางวิ่งหนี
เขายื่นแขนออกไปคว้านางตามสัญชาตญาณ
ขณะนั้นฉู่สวินหยางกำลังกระดาก ย่อมถอยห่างออกไปเพื่อหลบเลี่ยง
นางขบริมฝีปาก หน้าน้อยแดงจนไหม้ มองไม่ออกว่าโมโห โกรธเคือง หรือว่าแค้นใจ นางถลึงตาใส่เหยียนหลิงจวิน ก่อนจะหมุนตัววิ่งไปหาม้าของตนที่วิ่งเหยาะๆ อยู่ข้างหลัง ตั้งท่าว่าจะเผ่นหนีอย่างเดียว
เหยียนหลิงจวินกระโจนก้าวหนึ่งก็ตามทัน อาศัยความสูงที่มากกว่าแย่งบังเหียนม้าเอาไว้ก่อน
ฉู่สวินหยางคว้าได้เพียงลม หันขวับมามองอย่างโมโห
เขายืนอยู่ด้านหลังนางพอดี ร่างสูงโปร่งคลุมทับด้วยผ้าคลุมผืนหนา แสงตะวันด้านหลังทาบทับจนเห็นเป็นเงามืด เหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่ปิดทางหนีของนางจนมิด ฉู่สวินหยางต้องแหงนหน้าขึ้นถึงจะมองเห็นดวงหน้าของเขา