นึกถึงอุบัติเหตุแนบเนื้ออันไม่นึกฝันที่เพิ่งผ่านไป ฉู่สวินหยางก็อดจะเขินอายไม่ได้ เอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง พูดเสียงอู้อี้ “ข้าจะกลับแล้ว!”
นางก้มหน้างุดๆ เหยียนหลิงจวินจึงมองไม่เห็นสีหน้าของนาง แต่พอฟังออกจากน้ำเสียงว่าเริ่มโมโหแล้วจริงๆ
น้อยนักที่จะได้เห็นท่าทางก้มหน้าก้มหน้าอย่างดื้อรั้นของนาง เหยียนหลิงจวินอดจะหัวเราะออกมาไม่ได้
เขาขยับเข้าไปหาอีกครึ่งก้าว เอนกายไปข้างหน้าเล็กน้อย
ฉู่สวินหยางเอนตัวหนีไปข้างหลัง จากนั้นก็ได้ยินเสียงหยอกล้อดังขึ้นที่ด้านบนศีรษะว่า “ไม่ต้องหลบหรอก ข้าไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย อีกอย่าง ข้าจะไม่เอาไปบอกใครด้วย!”
เขายังมีอารมณ์มาล้อเล่น? หรือคิดว่านางตั้งใจเอาเปรียบเขาจริงๆ งั้นรึ?
ฉู่สวินหยางเริ่มไม่สบอารมณ์ แต่เวลานี้หาได้มีกระจิตกระใจไปต่อปากต่อคำกับเขา เพียงผลักเขาแรงๆ ทีหนึ่ง แล้วโถมตัวเข้าไปแย่งบังเหียนม้าจากมือเขา “ข้ามีธุระ ไปก่อนล่ะ!”
จบคำก็กระโดดพรึบคร่อมหลังม้า ตะโกนสั่งทีหนึ่ง ชิงเปิดทางไปก่อนอย่างไม่หันหลังกลับมามองสักนิด
เหยียนหลิงจวินยืนอยู่ที่เก่า มองแผ่นหลังของคนที่พ่ายแพ้แล้วชิ่งหนีก่อนจะหัวเราะออกมา สายตาพราวระยับกระทบแสงตะวัน ส่องให้เห็นเมฆหมอกที่เปิดกว้างในเบื้องลึก เป็นความงามที่สะกดไปทั่วทั้งสายน้ำร้อยลี้ปฐพีหมื่นโยชน์