ฉู่สวินหยางชะงักไป มองทางเขาทีหนึ่ง แล้วหันไปมองฉู่ฉีเฟิงต่อ ถามอย่างแปลกใจ “ก่อนพี่รองจะกลับมา ฝ่าบาทไม่ได้ส่งผู้คุมทัพคนใหม่ไปแล้วหรือ? เขาคง… ไม่เต็มใจให้พี่รองกลับไปหรอกกระมัง!”
ไม่ต้องสงสัยเลย ฉู่อี้อันชิงเคลื่อนไหวก่อน เขาเริ่มแทรกซึมทางการทหารแล้ว
แต่เพราะตัวฮ่องเต้เองก็ขึ้นนั่งบัลลังก์โดยใช้กำลังทหาร พระองค์มีตัวเองเป็นบทเรียน จึงทรงระแวดระวังด้านนี้มาก สิบกว่าปีที่ผ่านมาจึงกุมอำนาจทหารไว้ในมือเดียว ไม่ยอมแบ่งไปให้ใครเด็ดขาด
ก่อนหน้านี้ด้วยเหตุว่าสงครามกับหนานฮวาตึงเครียดหนัก พระองค์จึงต้องส่งฉู่อี้อันไปคุมทัพอย่างไม่มีทางเลือก คิดจะพลิกสถานการณ์กลับมา บัดนี้ นับแต่หรงเสี่ยนหยางกลับแคว้นหนานฮวาไปเหตุการณ์ก็เริ่มมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นตายร้ายดีอย่างไร ฮ่องเต้ก็ไม่มีทางให้วังบูรพายื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้อีก
ฉู่อี้อันหลุบตาจิบน้ำชา ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
กลับเป็นฉู่ฉีเฟิงที่เอ่ยยิ้มๆ ว่า “สงครามจะแพ้หรือชนะ เดิมก็พลิกผันได้ร้อยพันแบบ ผู้คุมทัพคนหนึ่งทำอะไรได้ไม่มากหรอก แค่ต้องดูว่าเขามีความสามารถพอจะนั่งตำแหน่งนั้นได้นานแค่ไหน”
สมองของฉู่สวินหยางหมุนแล่นอย่างว่องไว พักเดียวก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ฉู่อี้อันแสดงชัดเจนว่าไม่ต้องการพูดถึงประเด็นนี้อีกต่อไป เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ใกล้จะสิ้นปีแล้ว พวกเจ้าอย่าลืมไปที่อารามเมตตาล่ะ”