กจะพูดว่าเพื่อที่จะปฏิเสธการเกี่ยวดองกับสกุลซู นางถึงกับยอมทำลายอนาคตทั้งชีวิตของตัวเอง เช่นนี้…
ไม่ว่าใครก็ต้องฟังแล้วสะดุดใจทั้งนั้น
ฉู่หลิงอวิ้นเงยหน้าขึ้นมองซูหว่าน ส่งยิ้มเศร้าสร้อยให้นาง “หว่านเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าเชื่อไปแล้วว่าข้าคิดร้ายต่อเจ้า ทำเรื่องที่ผิดต่อพี่ชายของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็บอกมาหน่อยเถอะ ว่าข้าจะทำเช่นนั้นทำไม?”
ซูหว่านเองก็เป็นสตรี ย่อมเข้าใจดีถึงความสำคัญของคู่ครองที่จะอยู่ด้วยกันไปทั้งชีวิต
ถ้าแค่ฉู่หลิงซิ่วแต่งงานเข้าสกุลซูแทนนางก็ค่อยฟังขึ้นหน่อย แต่เรื่องราวที่ตามมาหลังจากนั้น…
นางรู้ดีกว่าใครๆ ว่าฉู่หลิงอวิ้นหยิ่งยโสเพียงไหน จะบอกว่านางปฏิเสธการแต่งงานกับสกุลซูก็เพื่อคนอย่างจางอวิ๋นเจี่ยน?
ตีนางให้ตาย นางก็ไม่เชื่อ!
แต่เพราะเรื่องนี้มีฮ่องเต้จับตามองอยู่ แม้จะไม่มีใครกล้าหัวเราะเสียงดัง ทว่าสกุลซูของนางก็อับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว
เป็นถึงซื่อจื่อจวนอ๋องฉางซุ่น วันแต่งงานกลับถูกตบตา แบกบุตรีอนุเข้าจวนตัวเอง ไม่ใช่เรื่องตลกแล้วจะเป็นอะไรไปได้อีก?
ซูหว่านแม้จะใจอ่อนลงบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็กล้ำกลืนมันไม่ลง สุดท้ายก็แข็งคอใส่เอ่ยต่อว่า “แต่เจ้าเข้าวังไปขอพระราชทานสมรสกับจางอวิ๋นเจี่ยนผู้นั้นเองนี่!”
ประโยคนี้หลุดออกไปแล้ว จะมากน้อยก็คือการประณามทั้งนั้น
ฉู่หลิงอวิ้นแสยะยิ้มอยู่ในใจ ไม่แสดงออกทางสีหน้า
“ข้าไม่แต่งกับเขาได้หรือ? อย่างไรเรื่องราวก็เกิดไปแ