ล้ว” นางลุกขึ้น ก้าวเท้าเดินไปด้านข้าง “เจ้าคิดว่าสกุลซูของเจ้าเสียหน้า แล้วรู้หรือไม่ว่าท่านพ่อข้ากับฉู่ฉีเหยียนไม่กล้าจะออกจากจวนแล้ว แม้ว่าเบื้องหลังจะมีเสด็จปู่คอยมองอยู่ แต่มีขุนนางคนใดบ้างไม่รู้ข่าว? ลับหลังก็ปากยื่นปากยาวจนข้าแทบจะจมน้ำลายตาย ถ้าข้ายังเอาแต่ยึดติดไม่ปล่อยวาง เจ้าคิดว่าตอนนี้ข้ายังจะมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่ออีกหรือ?”
เรื่องของฉู่หลิงอวิ้น ซูหลินได้เล่าให้นางฟังทั้งหมดแล้ว ซูหว่านได้ฟังก็อดจะสงสารไม่ได้ จึงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ในเมื่อทุกอย่างมาถึงขั้นนี้ เจ้าก็ต้องคิดให้ตก”
ฉู่หลิงอวิ้นยิ้มขื่น แล้วใช้สายตาโดดเดี่ยวหันกลับมามองนาง
ซูหว่านเห็นอย่างนั้น ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ โบกมือให้อย่างไม่เอาความ “เอาเถอะๆ ข้ารู้ว่าเจ้าก็ไร้หนทาง แต่พี่ใหญ่ของข้าเดือดดาลมากนัก รอให้เขาหายโกรธแล้ว ข้าค่อยไปพูดกับเขาให้ ในเมื่อไม่อาจเป็นสามีภรรยา แต่ก็ใช่ว่าต้องตัดขาดเลิกคบหากับพวกเจ้าไปตลอดชีวิต”
ระหว่างสกุลซูกับจวนอ๋องหนานเหอเดิมก็ไม่เห็นทางที่จะพลิกจากศัตรูมาสู่มิตร ฉู่หลิงอวิ้นจึงไม่คาดหวังอะไรมากมาย แต่ก็กุมมือซูหว่านเอาไว้พลางกล่าวด้วยความซาบซึ้งที่เอ่อล้นเต็มดวงตา
“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากเหลือเกิน แต่ว่า…” นางพูดไป น้ำตาก็คลอเอ่อก่อนจะปล่อยมันร่วงลงมา
“ข้าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าแค่การทะเลาะกันสองประโยค จะทำให้ฉู่หลิงซิ่วเกิดความคิดจะทำลา