ยชีวิตข้าทั้งชีวิต พลอยทำให้ชื่อเสียงสกุลซูของพวกเจ้าต้องมัวหมอง”
คิดถึงภาพความวุ่นวายในวันงาน ซูหว่านพลันไม่สบอารมณ์อีกครั้ง ดวงตาวาบเป็นประกายเย็นเยือกและทิ่มแทง
ได้ฟังวาจาเช่นนั้น ความไม่พอใจต่อฉู่หลิงอวิ้นที่มีอยู่แปดส่วนก็หดลงเหลือแค่สอง ทั้งยังปลอบใจนางกลับไปยกใหญ่ พูดคุยสนิทสนมอยู่เป็นนาน
เวลาใกล้จะเที่ยงวันแล้ว จากความสัมพันธ์ในวันนี้ของสองสกุล คนแซ่เจิ้งไม่มีทางต้อนรับแขกอย่างนางแน่
ซูหว่านลุกขึ้นเอ่ยคำลา ฉู่หลิงอวิ้นทำท่าลังเล คล้ายว่าไม่อยากออกไป
ซูหว่านเห็นสีหน้าซีดเซียวของนาง ก็รู้ว่านางไม่อยากเจอคน กุมมือของนางไว้ เอ่ยว่า “ข้าไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกสักหน่อย ข้าเดินไปเองได้ เจ้าก็อย่าคิดมาก เวลาผ่านไปอะไรๆ คงดีขึ้นเอง”
ฉู่หลิงอวิ้นส่งยิ้มให้อย่างซึ้งใจ สายตากวาดไปทางลานด้านนอกอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนที่ดวงตาจะสว่างวาบ ยกมือเรียก “ฉีเหยียนมาได้จังหวะพอดี ช่วยเดินไปส่งน้องซูหว่านหน่อยเถอะ!”
ซูหว่านหันไปมองตามเสียง ก็เห็นฉู่ฉีเหยียนที่หล่อเหลาอยู่ในชุดสีเขียวเข้มกำลังเดินเข้าประตูใหญ่มา
ฉู่ฉีเหยียนมองคนทั้งสองด้วยสายตาแปลกใจทีหนึ่ง
ซูหว่านเม้มปากยิ้มบางๆ บ่ายเบี่ยงว่า “ไม่เป็นไร ข้าเดินไปเองได้ ไม่ต้องรบกวนซื่อจื่อหรอก”
ฉู่หลิงอวิ้นขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยชอบใจ ฉู่ฉีเหยียนถึงได้ส่งยิ้มให้พลางเอ่ยว่า “ไปเถอะ ข้าเดินไปส่งเอง!”
ซูหว่านไม่ปฏิเสธอีก พยักหน้าเล็กๆ แล้วข้ามธรณีประตูออ