เขาเพิ่งจะกลับมา แม้จะไม่มั่นใจว่าฉู่สวินหยางเป็นคนสั่งให้ปล่อยข่าวจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ต่อให้นางเป็นคนทำ นางก็ย่อมมีเหตุผลของนาง
“ไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร?” ฉู่เยว่เหยียนตาแดงก่ำ แหกปากถามเหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ
“พี่ใหญ่ว่าอย่างไรเล่า?” ฉู่ฉีเฟิงถาม พลางมองฉู่ฉีฮุยอย่างใจเย็น
เส้นเลือดบนขมับของฉู่ฉีฮุยค่อยๆ ปูดนูน ดูท่าคงจะอดกลั้นไว้ไม่เบา
ฉู่เยว่เหยียนเห็นเช่นนั้น ในใจก็ให้ระแวงสงสัย น้ำตาพลันหยุดไหลดื้อๆ กระพริบตาปริบๆ มองเขา
สายตาของฉู่ฉีฮุยตกอยู่ที่ดวงหน้าของฉู่สวินหยาง สุดท้ายก็ตอบว่า “เหยียนเอ๋อร์ เรื่องนี้เจ้าเข้าใจสวินหยางผิดไปจริงๆ นางไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าวลือหรอก”
ฉู่เยว่เหยียนชะงักไป ลุกขึ้นอย่างงุนงง สายตามีโฟโทสะลุกโชน “ไม่ใช่นาง? แล้วจะเป็นใครได้อีก?”
ฉู่ฉีฮุยพลันหัวเราะเสียงขื่น สายตาที่จ้องมองฉู่สวินหยางยิ่งซับซ้อนยากจะเข้าใจ ก่อนจะกัดฟันค่อยๆ อธิบายว่า “เป็นป้าสะใภ้!”
ฮูหยินเหลย มารดาของเหลยซวี่เป็นคนสั่งให้ปล่อยข่าวนี้ออกไป!
เดิมทีตอนที่ได้ยินข่าว เขาก็ยังตาพราวเป็นประกาย รีบสั่งให้คนไปหาหลักฐาน เพราะก่อนหน้านี้ฉู่สวินหยางเคยขู่ว่าจะทำให้ฉู่เยว่เหยียนกับเหลยซวี่ได้สนิทสนมกันยิ่งกว่าเก่า เขาจึงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของฉู่สวินหยาง ขอเพียงกุมจุดอ่อนของนางได้ ต่อให้ท่านพ่อจะลำเอียงรักนางเพียงใด ก็ไม่อาจนั่งมองเฉยๆ แน่
แต่พอตรวจสอบจนกระจ่างแล้ว กลับพบเรื่องราวไม่เป็นดั