ยตาหนีอย่างหนักอกหนักใจ ส่งนางที่หน้าประตูจวนด้วยความเงียบขรึม
เวลานั้นฉู่หลิงซิ่วเพิ่งจะเอ่ยลาคนแซ่เจิ้งแล้วเดินมาถึงพอดี พอเห็นฉู่ฉีเหยียน ก็รีบย่อกายคารวะ เรียกเบาๆ ว่า “พี่ชาย!”
มองออกทันทีว่านางเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ดวงตาบวมแดง น้ำเสียงฟังอู้อี้
“อืม!” ฉู่ฉีเหยียนหยุดเท้าที่ใต้ชายคาประตูจวน สายตาที่มองนางเจือความรังเกียจชัดเจน
ซูหว่านเห็นเหตุการณ์ ดวงตาพลันสว่างวาบ จากนั้นก็ปีนขึ้นรถไปพร้อมกับฉู่หลิงซิ่ว
ฉู่ฉีเหยียนกำชับคนขับรถม้ากับองครักษ์เพิ่มสองประโยค ก่อนจะยืนมองจนรถม้าเคลื่อนลับสายตาไป
รอจนรถม้าพ้นจากมุมถนน ฉู่หลิงอวิ้นจึงเยื้องย่างออกจากเรือนมายืนข้างฉู่ฉีเหยียน สองพี่น้องที่เมื่อครู่ยังหน้าเศร้าอมทุกข์ ตอนนี้กลับเหลือเพียงความน่ากลัวและเย็นชา
“เจ้าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะสำเร็จ?” ฉู่หลิงอวิ้นถาม สายตาดำมืดมองไปยังถนนด้านนอก “ถ้าไม่ไหวจริงๆ เจ้าลงมือกับซูหว่านก็ได้!”
“อย่าใจร้อน ยังพอมีเวลา ใกล้จะสิ้นปีแล้ว พวกเขาคงอยู่จนผ่านปีใหม่แล้วค่อยกลับ ขอเพียงพวกเขายังอยู่ที่นี่ ก็ควบคุมได้ไม่ยาก” ฉู่ฉีเหยียนตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าด้านใน
ดวงตาฉู่หลิงอวิ้นทอแสงเย็นเยียบ ยืนนิ่งที่หน้าประตูสักพักก่อนจะให้สาวใช้ประคองกลับเรือน
มุมหนึ่งของกำแพงจวนสุดถนน ฉู่สวินหยางกับเหยียนหลิงจวินขี่ม้าออกมา
“ที่ซูหว่านชอบพอฉู่ฉีเหยียน ข้ายังคิดว่าเขาจะแสร้งทำไม่รู้ไปตลอดเส