ะเด้งตัวลุกขึ้น เอ่ยเสียงแผ่วว่า “หลิงซิ่วคารวะท่านแม่!”
คนแซ่เจิ้งกำลังหัวใจสลายเพราะเรื่องของฉู่หลิงอวิ้น ทั้งที่รู้เต็มอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางแต่กลับแสดงความชิงชังที่อัดแน่นอยู่เต็มท้องออกมาอย่างไม่ปิดบัง เอาแต่ใช้สายตาน่ากลัวมองนาง
นางไม่เปิดปาก ฉู่หลิงซิ่วยิ่งขนลุกชันไปทั้งตัว เกือบจะทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา
ซูหว่านก็ไม่ได้สนใจจะออกหน้าช่วยนาง เพียงกล่าวกับคนแซ่เจิ้งว่า “พระชายา ท่านหญิงอันเล่อสบายดีไหม? ข้าอยากจะไปคุยเล่นกับนางสักหน่อย ไม่ทราบว่าสะดวกหรือไม่?”
คนแซ่เจิ้งหันมามองซูหว่านทีหนึ่ง นางไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อคนสกุลซูนัก แต่นึกได้ว่าในมือของซูหว่านยังกำจุดอ่อนของฉู่หลิงอวิ้นเอาไว้ ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะสั่งคนให้ไปถามความ
รอจนได้รับคำตอบจากฉู่หลิงอวิ้นแล้ว ซูหว่านก็จากไปหาฉู่หลิงอวิ้นเพียงลำพัง
หลังจากที่กำหนดฤกษ์แต่งงานได้แล้ว ฉู่หลิงอวิ้นก็เริ่มเก็บเนื้อเก็บตัว แม้จะอยู่ในจวนก็ขังตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกมาพบหน้าผู้คน
ตอนที่ซูหว่านผลักประตูเข้าไปนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งพอดี มือกำลังเลือกเครื่องประดับอย่างอ้อยอิ่ง แต่ดวงหน้าที่สะท้อนในกระจกกลับซูบเซียวกว่าหลายวันก่อน ทว่าด้วยรูปโฉมที่โดดเด่น มองแล้วก็เหมือนกิ่งเหมยต้องลมแรง บุรุษใดได้เห็นเกรงแต่จะสงสารเห็นใจ
ในใจของซูหว่านยังโกรธเคืองเรื่องวันงานมงคล ส่งเสียงเหอะใส่แล้วเดินเข้าไปหย่อนก้นนั่งที่ตั่งข้างๆ จา