อบสังเกตและพิจารณาทุกการกระทำของฉู่อี้อันจากด้านข้างตลอดเวลา ไม่ยอมให้การเคลื่อนไหวหรือสายตาใดๆ หลุดรอดไปได้ เมื่อพบว่าท่าทีของเขาที่มีต่อฉู่ฉีเฟิงดูเป็นปกติ ถึงค่อยวางใจลงได้
เกี่ยวกับค่ายทหารทางนั้น ทั้งฉู่อี้อันกับฉู่ฉีเฟิงสองพ่อลูกต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้เอ่ยถึงอีก เพียงแค่สอบถามเหตุการณ์ทั่วๆ ไประหว่างที่ฉู่ฉีเฟิงเดินทางกลับเมืองหลวง
ใจของฉู่เยว่เหยียนร้อนเป็นไฟ รอจนบทสนทนาของทั้งคู่จบลงก็เด้งตัวจากเก้าอี้แล้วเดินออกไป คุกเข่าหลังตรงแน่วเบื้องหน้าฉู่อี้อัน
“ท่านพ่อ ขอให้ท่านพ่อเป็นพยานให้ลูกด้วย!”
สายตาของฉู่ฉีฮุยเย็นเยือก ไอสังหารรุนแรงพุ่งออกจากดวงตา ตวาดใส่อย่างร้อนรนว่า “พูดเหลวไหลอะไร? ยังไม่รีบลุกขึ้นอีก!”
ฉู่เยว่เหยียนเดิมก็โทษว่าเขาไม่เข้าข้าง เวลานี้จึงจ้องตาตอบอย่างดื้อรั้นจากนั้นก็โขกศีรษะให้ฉู่อี้อัน กล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านต้องเป็นพยานให้ลูก ชื่อเสียงของลูกกำลังถูกคนอื่นทำให้มัวหมอง หากท่านมองผ่านไม่จัดการ ลูก
ก็เหลือเพียงความตายเป็นหนทางเดียวแล้ว!”
ฉู่อี้อันเงยหน้ามองนาง ไม่เอ่ยถามอะไรสักอย่าง ฉู่เยว่เหยียนพลันหันไปชี้นิ้วใส่ฉู่สวินหยางอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “เพราะนางทั้งนั้น! ครั้งก่อนตอนอยู่จวนอ๋องหนานเหอข้าแค่ไม่ทันระวังเลยเป็นลมไป ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แต่นางกลับให้คนไปปล่อยข่าวมั่วๆ พูดว่า…พูดว่า…”
นางเล่าไปก็กระอึกกระอักพลางหน้าขึ้นสี กัดริมฝีปากอย่างแร