ง จ้องหน้าฉู่อี้อันแล้วน้ำตาไหลพราก
“ท่านพ่อ ลูกกับเหลยซวี่ ไม่มีอะไรกันทั้งนั้น แต่นางกลับกระจายข่าวลือออกไปเพื่อทำลายชื่อเสียงข้า นางคงไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!”
แม้จะไม่มีใครคล้อยตามนาง แต่ฉู่เยว่เหยียนก็ปล่อยโฮออกมาด้วยตัวเองแล้ว
“ท่านพ่…” ฉู่ฉีฮุยร้อนใจ อ้าปากจะพูด แต่ถูกฉู่อี้อันยกมือห้ามไว้ก่อน
ฉู่ฉีฮุยได้แต่หุบปากฉับ จ้องเขม็งที่ฉู่เยว่เหยียนทั้งอัดอั้นและหวาดกลัว
ฉู่อี้อันนั่งนิ่ง ราวกับว่าไม่มีเรื่องใดมาทำลายความสุขุมของเขาได้ เขายกชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ แล้วพูดกับฉู่เยว่เหยียนว่า “เจ้าลุกไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ ก่อนเถอะ!”
ฉู่เยว่เหยียนดีใจ ตอนที่ปีนขึ้นมายังไม่ลืมยักคิ้วส่งให้ฉู่สวินหยางทีหนึ่ง
“ท่านพ่อ ก็แค่ประโยคเลื่อนลอยไร้สาระ ความจริงแล้ว…” ฉู่ฉีฮุยหยุดคิดเล็กน้อย แต่ก็อดจะเอ่ยลองเชิงออกมาไม่ได้
“เดิมทีข้าก็กำลังจะเรียกเจ้ามาจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว” ฉู่อี้อันตัดบทเขา เอ่ยไปตามตรงว่า “วันสองวันนี้ เจ้าก็หาเวลาไปจวนท่านตาของเจ้าหน่อย กำหนดงานมงคลของเหยียนเอ๋อร์กับสกุลเหลยให้เรียบร้อยเสีย!”
“ว่าไงนะ?” ฉู่เยว่เหยียนเหมือนถูกฟ้าผ่า ถ้วยชาในมือร่วงลงพื้นดังเพล้ง แตกละเอียดไม่เหลือดี ตกตะลึงหน้าขาวเผือดอยู่ตรงนั้น ราวกับร่างกายไม่อาจย่อยสลายประโยคนั้นได้
ฉู่อี้อันไม่สนใจนาง พูดต่อไปตามแผนที่คิดไว้แต่แรก “เหยียนเอ๋อร์อายุยังน้อย งานแต่งอาจเลื่อนออกไปอีกสักสองปีก่อน รอให้นาง