ซูหลินตัดสินใจแน่วแน่ ถ้าตอนนี้เขาสลับตัวรับฉู่หลิงอวิ้นกลับมา ก็เท่ากับหยิบหมวกเขียวมาสวมให้ตัวเองถึงในบ้าน ฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะเคยชอบนางขนาดไหน แม้ว่าจะยังเหลือเยื่อใย แต่เขาจะไม่ยอมเกี่ยวข้องใดๆ กับนางอีกเป็นอันขาด
“เสด็จพ่อ…” ฉู่อี้หมินอ้าปากพูด
“ฝ่าบาท!” ซูหลินรีบชิงตัดบทเขา มองพระพักตร์ฮ่องเต้ตรงๆ เอ่ยว่า “ตอนขอนางแต่งงานที่ตำหนักจินเตี้ยน เป็นเพราะความต้องการของกระหม่อมเพียงฝ่ายเดียว ถึงได้เกิดเรื่องตลกขายหน้าอย่างวันนี้ ความจริงท่านหญิงอันเล่อมีผู้อื่นอยู่ในใจตั้งแต่แรก กระหม่อมบุ่มบ่ามมุทะลุ ครานั้นไม่รู้ก็แล้วไปเถิด แต่บัดนี้ย่อมไม่กล้าทำลายวาสนาของพวกเขา ขัดขวางความสุขของผู้อื่นอีก”
พูดถึงเรื่องนี้ เลือดในกายของซูหลินก็เดือดคลั่ง น้ำเสียงในตอนท้ายฟังแล้วปลิ้นปล้อนไม่จริงใจ เยาะเย้ยถากถางได้อย่างเก่งกาจเป็นที่สุด
ฮ่องไต้ได้ฟังก็นิ่งไป รับรู้ถึงความนัยจากท่าทางของเขา ก่อนจะย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว
เพื่อจะโยนเผือกร้อนอย่างฉู่หลิงอวิ้นทิ้งไป ซูหลินรีบตัดสินใจทันควัน เขกศีรษะลงกับพื้น เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ฝ่าบาทมีราชโองการให้กระหม่อมกี่ยวดองกับจวนอ๋องหนานเหอ ถือเป็นความกรุณามากล้นที่มีต่อสกุลซู ในเมื่อจับพลัดจับผลูแบกผิดคนไปแล้ว ทั้งกระหม่อมกับท่านหญิงรองก็ผ่านพิธีกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกัน เช่นนั้น…”
แม้วาจาจะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็หาใช่จะเต็มใจยอมรับ
ซูหลินสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด เอ่ยต่อว่า